วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคหัวใจ วิธีสังเกตุอาการว่าเราเป็นหรือเปล่า?



ความเป็นจริงแล้วคำว่า"โรคหัวใจ"มีความหมายกว้างมาก   อาการที่เกิดจากโรคหัวใจหรือสัมพันธ์กับหัวใจนั้น มีไม่มากนัก ดังอาการ ข้างล่างนี้ แต่อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวก็มิได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น ยังมีโรคอื่นๆที่ให้อาการคล้ายกัน ดังนั้นการที่ แพทย์จะพิจารณาให้การวินิจฉัยนั้น จำเป็นต้องอาศัยประวัติ อาการโดยละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกาย บางครั้งต้องอาศัยการ ตรวจพิเศษต่างๆ เช่น เลือด ปัสสาวะ เอกซเรย์ เป็นต้น เพื่อแยกโรคต่างๆที่มีอาการคล้ายกัน

เรามีแนวทางการสำรวจอาการตนเองในเบื้องต้น จาก อาจารย์ นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ ลองสำรวจอาการดู แต่จะดีกว่าถ้าท่านไปพบแพทย์ผู้ชำนาญด้วยตัวท่านเอง ต่อไปครับ
   
เจ็บหน้าอก
อวัยวะที่อยู่ในทรวงอกนอกจากหัวใจแล้วยังมี เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด เยื่อหุ้มปอด หลอดอาหาร หลอดเลือดแดงใหญ่ กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง เต้านม กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เมื่อมีการอักเสบหรือพยาธิสภาพของอวัยวะเหล่านี้ก็ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ได้ทั้งสิ้น แต่ลักษณะอาการอาจแตกต่างกัน

อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด1 เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน
2 อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง
3 ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร
4 กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก)

อาการต่อไปนี้ไม่เหมือนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด1 เจ็บแหลมๆคล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก
2 อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
3 อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ
4 อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า
อาการตามข้อ 1,2 และ 3 อาจเกิดจากกระดูก กล้ามเนื้อหน้าอก เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ต้องอาศัยประวัติอื่นๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัย เสี่ยงต่างๆ ดังนั้นในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่เหมือนนัก แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ก็ควรได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วย


หอบ เหนื่อยง่ายผิดปกติ

อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง(ซีด) โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่ความวิตกกังวล หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ
คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของผู้ป่วยอาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ
อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย (โดยอัตราการหายใจปกติ) เหล่านี้มักจะไม่ใช่อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ


ใจสั่น ใจเต้นผิดปกติ

ใจสั่นในความหมายแพทย์หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ อาการดังกล่าวอาจพบ ได้ในคนปกติ  โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่มีผลต่อหัวใจ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอด แพทย์จะซักประวัติละเอียดถึงลักษณะของ อาการใจสั่น เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึก"ใจสั่น"โดยหัวใจเต้นปกติ
การตรวจวินิจฉัยกลุ่มอาการใจสั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการชั่วขณะ เมื่อมาพบแพทย์อาการดังกล่าว ก็หายไปแล้ว แพทย์จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ดังนั้นท่านควรศึกษาวิธีจับชีพจรตัวเอง เมื่อเกิดอาการ ว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งในเวลา 1 นาที และสม่ำเสมอหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ให้การวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น


ขาบวม

อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ(โซเดียม)และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไต (ขับเกลือไม่ได้) โรคหลอด เลือดดำอุดตัน (การไหลเวียนไม่สะดวก) ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด โรคหัวใจ หรือ ในบางราย ไม่พบสาเหตุ (idiopathic edema) การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบ เพื่อหาสาเหตุ จึงให้การรักษาได้ถูกต้อง


รูปประกอบ: เราอาจเสียงต่อการเป็นลมจากโรคหัวใจก้อได้ 
รูปมาจาก: http://img.ehowcdn.com/article-new/ehow/images/a01/v8/js/live-syncope-800x800.jpg

เป็นลม วูบ ล้มวูบลงไป

คำว่า "วูบ" นี้เป็นปัญหาในการซักประวัติอย่างมาก เนื่องจากในภาษาไทยคำนี้มีความหมายต่างๆกัน แต่ในความหมายของแพทย์แล้ว จะตรงกับภาษาอังกฤษว่า syncope หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบหมดสติ ชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเครง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการดังกล่าวอาจเกิดจาก ความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก (แม้จะไม่ชักให้เห็น) เลือดออกในสมอง ความผิดปกติของหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง หรือหยุดเต้นชั่วขณะ หรือ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ นอกจากนั้นแล้ว "วูบ" ยังอาจพบได้ในคนปกติที่ขาดน้ำ เสียเลือด ท้องเสีย ไม่สบาย ขาดการออกกำลังกาย ยาลดความดันโลหิต

แหล่งข้อมูล
อาจารย์ นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุ
ธยา
http://www.thaiheartweb.com

รูปประกอบ
http://www.bakeridi.edu.au/Assets/Images/2012%20Victoria%20Prize_web.jpg

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำไมจึงเป็น?



โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นโรคที่พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะในขณะนี้พบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ มีจำนวนคนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับสองรองจากการประสบอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่าน เรามีบทความจากนพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจมาให้ความรู้ความเข้าใจ ถึงอาการ ที่สำคัญของโรคนี้ ทำไมจึงเป็น ไว้คอยสังเกตุอาการของเราเองหรือคนที่เราใส่ใจ

หัวใจคนเราเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักที่สุดอวัยวะหนึ่ง หัวใจมีการเต้น การบีบตัวตั้งแต่แรกเกิดจนวินาทีสุดท้ายที่เราหมดลมหายใจ ดังนั้นหัวใจจึง ต้องมีหลอดเลือดซึ่งทำหน้าที่นำเลือดจากหลอดเลือดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย สารอาหาร พลังงาน และ ออกซิเจนไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อให้ กล้าม เนื้อหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนต่างๆของร่างกายได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้ามี ปัญหาเกิดขึ้นกับหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจ ไม่ว่า จะเป็นการตีบหรือการอุดตันของหลอดเลือด ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกหล่อเลี้ยง โดยหลอดเลือดนั้นขาดเลือดหรือตายไป ทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจบีบ ตัวได้ไม่ดี ผลที่ตามมาคือหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆได้เพียงพอ และอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
 
รูปประกอบ เส้นเลือดหัวใจตีบ จาก mayo clinic
เหตุใดหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจจึงมีการตีบตัน

ถ้าจะเปรียบไปแล้ว หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจก็เปรียบเหมือนกับท่อส่งน้ำหรือท่อระบายน้ำ ซึ่งเมื่อมีการใช้งานไปนานๆก็ย่อม เกิดการอุดตันขึ้น จากเศษตะกอนต่างๆ หลอดเลือดแดงของหัวใจก็เช่นเดียวกัน การตีบของหลอดเลือดแดงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดเมื่อ คนเราอายุมากขึ้น โดยธรรมชาติ ผนังหลอดเลือดก็จะมีการหนาตัวขึ้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจึงเป็นโรคของผู้ใหญ่วัยกลางคน และวัยสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ในคนบางคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ เมื่ออายุยังไม่มาก เนื่องจากมีปัจจัยบางประการที่ส่งเสริมให้ผนังหลอดเลือด มีการตีบและหนาตัวเร็วขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และบุหรี่ นอกจากนี้ ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ มากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วก็มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่
ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบตันและทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือตายจะมีอาการอย่างใด

อาการที่สำคัญที่สุดคืออาการเจ็บ หรือแน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรมาทับหรือบีบรัด อาการเตือนในระยะแรกๆคือ มีอาการ เจ็บแน่นหน้าอกขณะที่ออก แรงมากๆ เช่น เล่นกีฬา เดินขึ้นที่สูงๆ หรือเวลาออกไปเดินหลังจากทานอาหารอิ่ม เมื่อหลอดเลือด มีการตีบมากขึ้น อาการเจ็บหน้าอกก็จะเป็นได้ง่ายขึ้น เช่น เดินเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ขึ้นบันไดเพียง 1-2 ชั้น อาบน้ำเย็นๆ และสุดท้าย อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรก็เจ็บหน้าอก อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกล้าม เนื้อหัวใจ ขาดเลือดจะเป็นอยู่นานเพียง 5-10 นาที เวลาพัก หรือ อมยาขยายหลอดเลือดแล้วจะดีขึ้น แต่อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะเจ็บรุนแรงกว่า นานกว่า อมยาขยาย หลอดเลือดก็ไม่ดีขึ้น และอาจมีอาการเหนื่อยหอบ เหงื่อแตกอย่างมากร่วมด้วย

นอกจากอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันแล้ว ผู้ป่วยอาจมาด้วยเรื่องเหนื่อยง่าย เหนื่อยผิดปกติ ดังนั้น จึงใคร่ขอแนะนำ ให้ท่านผู้อ่านที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นไปขอรับการปรึกษาจากแพทย์ ซึ่งแน่นอนที่สุดถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ในขณะ ที่อาการต่างๆยังไม่รุนแรงมาก โอกาส ในการรักษาให้ดีขึ้นก็สามารถกระทำได้โดยง่าย แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรงมากๆ อาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร


รูปประกอบ: การรักษาการผ่าตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ   ใช้ลูกโป่งเพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบ จาก thaiheartclinic.com

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจะทำได้อย่างไร
ทั้งนี้และทั้งนั้นการรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจะเหมาะสมกับผู้ป่วยรายใด ก็คงต้องอยู่ใน ดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา และ ความต้องการของผู้ป่วยด้วย
การรักษาอาจแบ่งง่ายๆเป็นการใช้ยา หรือ การผ่าตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (เรียกว่าผ่าตัด "บายพาส") และ ใช้ลูกโป่งเพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบ
สุดท้ายนี้คงต้องควบคุมปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้หลอดเลือดตีบได้ง่ายขึ้นด้วย เช่น การงดสูบบุหรี่ การลดน้ำหนัก และการควบคุมอาหาร การลดไขมันในเลือด และการควบคุมเบาหวานให้ดีด้วย


แหล่งข้อมูล

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา อายุรแพทย์โรคหัวใจ
http://www.thaiheartweb.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538924027&Ntype=2

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

แบบทดสอบ คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวานหรือเปล่า? โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล


"ทำไมเวลาไปฉี่แล้ว มดชอบมาตอมน้ำปัสสาวะเราจังเลย?" คำถามดังกล่าวคนไข้ที่มาขอคำปรึกษาเรื่องโรคเบาหวานจะมาถามเภสัชกรที่ร้านบ่อยๆ เคยสงสัยบ้างไหมว่าแล้วเราจะเป็นเบาหวานหรือเปล่า โดยบางคนก้อไปเชื่อคำกล่าวที่ว่ามาหรือไปอ่านมาจากเว๊บที่เขียนขู่ให้น่ากลัวเพื่อหลอกไปซื้ออาหารเสริม

  คนที่เป็นเบาหวานบางคนก็อาจจะไม่แสดงอาการอะไรมากนัก เหมือนคนปรกติทั่วไปน่านดิ  แต่บางคนเวลาที่น้ำตาลในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นๆตลอดเวลา แล้วตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคอื่นๆอยู่แล้ว ก้อจะอาจส่งผลรวมก่อให้เกิดอาการโรครุนแรงตามมามากมาย บางคนที่เป็นเบาหวานก็แทบจะไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยก้อมีเย้อะ วันนี้เภสัชกรมีวิธีการตรวจสอบเบื้องต้นที่ง่ายมาฝาก เป็นแบบทดสอบที่ผ่านการวิจัยโดย อาจารย์ นายแพทย์ วิชัย เอกพลากร ที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว อยู่ในระดับที่วัดได้ค่อนข้างชัดเจนและแม่นยำ ลองมาประเมินกันว่าเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ไปลองทดสอบกันดู ลองรวบรวมคะแนนที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ อย่าหลอกตัวเองนะครับ คะแนนที่ได้ในแต่ละเกณท์จะบอกคุณเองว่า  คุณเองอยุ่ในสภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวานหรือไม่???

เบาหวานคืออะไร?
ที่เรียกว่าโรคเบาหวานนั้น
คือ สภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากความบกพร่องของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน หรือร่างกายอาจดื้อต่อการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลินทำให้ฮอร์โมนดังกล่าวทำงานได้ไม่เต็มที่

ทำไมจึงเรียกว่า เบาหวาน?
อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญที่สร้างมาจากตับอ่อน ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่เกณฑ์ปกติ และยังทำหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีอินซูลินไม่เพียงพอ หรือมีปริมาณพอแต่ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มที่ น้ำตาลก็จะไม่ถูกนำไปใช้และคงอยู่ในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะได้ ปัสสาวะจะหวานจนบางครั้งมีมดขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคเบาหวานนั่นเอง

ทำไมโรคเบาหวานจึงน่ากลัว?
หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะทำให้หลอดเลือดเสื่อมและอวัยวะต่างๆที่หลอดเลือดเหล่านั้นมาเลี้ยง ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานเช่น สมองขาดเลือด (อัมพฤกษ์ อัมพาต) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม แผลเรื้อรัง ตามมามากมาย

รู้หรือไม่ว่า เบาหวานแบ่งออกได้ 2 แบบ
เบาหวานชนิดที่ 1 หรือเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน ซึ่งเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ เบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในเด็กและวัยรุ่น ประมาณ 10% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นเบาหวานชนิดที่ 1

เบาหวานชนิดที่ 2 หรือเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ซึ่งตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่สร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ แต่ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ
ประมาณ 90% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นเบาหวานชนิดนี้นี่เอง


ทำไมเราจึงต้องเป็นโรคเบาหวาน?
เรากินอาหารที่มีรสหวาน หรือมีส่วนผสมของน้ำตาล ทานหวานกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เคยสงสัยบ้างไหมว่าแล้วเราจะเป็นเบาหวานหรือเปล่า โดยบางคนก้อไปเชื่อคำกล่าวที่ว่า หากเราไปฉี่ แล้วมีมดมาตอนน้ำปัสสาวะของเราบ่อยๆ อย่าไปเชื่อฟังคำกล่าวลอยๆเหล่านั้นเลยครับ

คนที่เป็นเบาหวานบางคนก็อาจจะไม่แสดงอาการอะไรมากนัก เหมือนคนปรกติทั่วไปน่านดิ  แต่บางคนเวลาที่น้ำตาลในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นๆ ตลอดเวลา แล้วตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคอื่นๆอยู่แล้ว ก้อจะอาจส่งผลรวมก่อให้เกิดอาการโรครุนแรงตามมามากมายตามที่กล่าวมาแล้ว  บางคนที่เป็นเบาหวานก็แทบจะไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยก้อมีเย้อะ หลายคนรู้ทั้งรุ้ว่าพ่อแม่เป็นโรคนี้มาก่อน ตัวเราเองก้อมีโอกาสเป็นได้ แต่ก้อยังไม่รุ้ตัว  ครั้นจะให้ไปเช็คกับหมอเลยก็กลัวการเจาะเลือด

แบบทดสอบ คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวานหรือเปล่า?
ดังนั้นมีวิธีการตรวจสอบเบื้องต้นที่ง่ายมาฝาก เป็นแบบทดสอบที่ผ่านการวิจัยโดย อาจารย์ นายแพทย์ วิชัย เอกพลากร จากคณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี ในรายงานการศึกษาพัฒนาดัชนีความเสี่ยงตอเบาหวานของประชากรไทย ที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว อยู่ในระดับที่วัดได้ค่อนข้างชัดเจนและแม่นยำ

ลองมาประเมินกันว่าเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ไปลองทดสอบกันดู ลองรวบรวมคะแนนที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ อย่าหลอกตัวเองนะครับ คะแนนที่ได้ในแต่ละเกณท์จะบอกคุณเองว่า  คุณเองอยุ่ในสภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวานหรือไม่


รู้ไปแล้วก้ออย่าได้ตกใจ โรคเบาหวานนี้ รู้ตัวก่อน ปลอดภัยกว่า โดยการปรับวิธีในการปฏิบัติตน จะช่วยให้ดับน้ำตาลกลับสู่ปกติได้ใกล้เคียงกับสภาวะปกติได้ แต่ถ้าไม่รู้ตนเอง จะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่าปกติได้ และพอๆกับรู้ว่าเสี่ยงแต่ยังต้องขอลอง ในบทความต่อๆไป ในตอนหน้า เราจะมาดูว่าถ้าคุณอยู่ในความเสี่ยงแล้วยังอยากจะซ่า เป็นโรคเบาหวานเข้าให้ไปแล้ว ชีวิตจะหมดความสุขไปเย้อะ ไม่เชื่อเภสัชกรเตือนให้แล้วนะครับ  มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวาน ไม่เข้าใจ อยากให้อาการโรคดีขึ้น ขอความกรุณาส่งคำถามมาที่ utaisuk@gmail.com เภสัชกรเปิดซองจดหมายอีเลคโทรนิคปุ้บ จะรีบตอบปั้บเอาใจคนไข้เบาหวานทันทีครับ

แหล่งข้อมูล

•เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 15 เมย. 2556

ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น ผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ

การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ของผู้เขียนได้โดยตรง

บทความนี้เขียนขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทางสาธารณสุข รวมทั้งเภสัชกรใจดี ที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ

·         รูปประกอบจากอินเตอร์เนท


คู่มือรักษาเบาหวานตอนที่ 1: เบาหวานเกิดได้อย่างไร? โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

คู่มือรักษาเบาหวานตอนที่ 2: ทำไมจึงเป็นเบาหวาน? โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

คู่มือรักษาเบาหวานตอนที่ 3 : จะรู้ไง ว่าเรากำลังเป็นเบาหวาน? โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

คู่มือรักษาเบาหวานตอนที่ 4 : เบาหวานไม่รักษาให้ดี จะเกิดอะไรขึ้น? โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

คู่มือรักษาเบาหวานตอนที่ 5 : จะรู้ได้ไงว่าเป็นเบาหวาน? โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล, http://www.oknation.net/blog/print.php?id=336494

เบาหวาน รักษาได้ดี ไม่ต้องตัดเท้า โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2008/10/27/entry-1

เบาหวาน ไม่รักษาให้ถูกต้อง มีสิทธิ์ตาบอด โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2008/10/22/entry-2

เบาหวาน หลักสำคัญในการรักษา โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล, http://www.oknation.net/blog/print.php?id=336728

เบาหวาน กับ อินซูลิน โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล, http://www.oknation.net/blog/print.php?id=337594

รศ.นพ. วิชัย เอกพลากร, รายงาน การศึกษาพัฒนาดัชนีความเสี่ยงตอเบาหวาน
Diabetes Risk Score
, ศูนยเวชศาสตรชุมชน คณะแพทยศาสตรโ รงพยาบาลรามาธิบดี, http://www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth/pro4-chapter1(4).pdf

รศ. นพ. วิชัย เอกพลากร, Epidemiologyof NCD , ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม. มหิดล,

กิตติพล วิแสง และทีมงาน, The 5th National Conference on Computing and Information Technology NCCIT 2009,
Risk Factor Analysis of Diabetes Mellitus Diagnosis, http://202.44.34.144/nccitedoc/admin/nccit_files/NCCIT-2011200338.pdf

เกณฑ์การพิจารณาพฤติกรรมเสี่ยงเบาหวาน ตามแบบคัดกรองความเสี่ยง ปี 2549-2552 ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, http://hp.surinpho.com/filedownload.php?file=87IR3S.doc

นพ.กิจการ จันทร์ดา,  prediabetes ภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน รู้ไว้ตรวจสอบตนเอง, http://www.thaihealth.net/h/article603.html

“เบาหวาน มหันตภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ, http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/diabetes/916-“เบาหวาน-มหันตภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม-โดย-ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ.html

แบบประเมินความเสี่ยงเบาหวานประเภท 2, ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคโฟร์โมสต์,



วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

แบบทดสอบ : ปวดหัวอย่างไรนะ ที่เรียกว่าไมเกรน? โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล


"ปวดหัวบ่อยๆ หน้ามืดตาลาย จนทำงานไม่ได้เลย กินยาบ่อยครั้ง แต่เดี๋ยวก้อกลับมาปวดใหม่ อาการเช่นนี้เป็นปวดหัวไมเกรนหรือเปล่าคะ?" 

โรคไมเกรน ความจริงไม่น่าจะจัดว่าเป็นโรคแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงแค่ “สภาวะ” ที่หลอดเลือดแดงในสมองบีบตัวและคลายตัวมากกว่าปรกติ  

จริงๆนะครับ เราทุกคนมีโอกาสปวดหัวได้เสมอ อาการก้ออย่างที่เราเคยปวดมาน่านแหละ อาจมีสาเหตุมาจาก สภาวะร่างกายที่นอนไม่พอ มีความเครียด มีอาการไข้ควบคู่กับโรคหวัดหรือโรคอื่นๆ แต่ถ้าตอนนี้คุณมีอาการปวดหัวมากๆๆๆ ถี่ๆๆๆ อยากรุ้ว่าอันตรายไหม รักษาหายขาดได้หรือไม่ กินยาตัวใดจึงจะได้ผลและปลอดภัย

เภสัชกรจะมาตอบคำถามนี้ให้คุณหายปวดจากไมเกรน  ขอเริ่มด้วยตอนแรก 
แบบทดสอบ ที่ว่า ปวดหัวอย่างไรนะ ที่เรียกว่าไมเกรน?

ลองสำรวจร่างกาย อาการ สภาพแวดล้อมต่างๆเวลาที่คุณปวดหัว เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น ที่เราต้องใช้ในการรักษาให้หายขาดในตอนต่อไป



ในฐานะเภสัชกรนั้น มากกว่าครึ่งของคนไข้ที่มาขอคำปรึกษาที่ร้านยา และได้รับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปแล้ว พบได้ว่าอาการปวดไมเกรน ลดน้อยลงได้ ดีกว่าต้องพึ่งพาแต่ยาอย่างเดียวเสียอีก ดังนั้นเข้าใจโรคไมเกรน เข้าใจตนเอง พร้อมปรับพฤติกรรม ให้เราเป็นหมอที่รักษาตนเองได้ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ ในการรักษาไมเกรนใหหายขาด

มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องโรคไมเกรน ไม่เข้าใจ อยากให้อาการดีขึ้น ปวดน้อยลง ไม่ปวดบ่อย ขอความกรุณาส่งคำถามมาที่ utaisuk@gmail.com เภสัชกรเปิดซองจดหมายอีเลคโทรนิคปุ้บ จะรีบตอบปั้บเอาใจคนไข้ไมเกรนทันทีครับ

แหล่งข้อมูล

•เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 9 มีค. 2556

ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น ผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ

การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ของผู้เขียนได้โดยตรง

บทความนี้เขียนขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทางสาธารณสุข รวมทั้งเภสัชกรใจดี ที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ

·         รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

ไมเกรน: สาเหตุของปวดศีรษะไมเกรน?โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล,

ไมเกรน: โรคปวดศีรษะไมเกรนคืออะไร โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล,

ช่วยด้วย ปวดหัวไมเกรน ตามมารับประทาน โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดไมเกรน เรียนรู้เพื่อหลีกเลี่ยง โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

ยาแก้ปวดศีรษะไมเกรน Ergotamine หรือ Cafergot ใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัย

ฟลูนาริซีน Flunarizine สำหรับป้องกันการเกิดไมเกรนและวิงเวียน โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

Practice parameter: Evidence-based guidelines for migraine headache (an evidence-based review) Report of the Quality Standards Subcommittee of the American Academy of Neurology
Stephen D. Silberstein, MD, FACP and for the US Headache Consortium, http://www.neurology.org/content/55/6/754.long

The 2012 AHS/AAN Guidelines for Prevention of Episodic Migraine: A Summary and Comparison With Other Recent Clinical Practice Guidelineshead_2185 930..945 Elizabeth Loder, MD, MPH; Rebecca Burch, MD; Paul Rizzoli, MD,

Guidelines for the diagnosis and management of migraine in clinical practice
William E.M. Pryse-Phillips, MD; David W. Dodick, MD;
John G. Edmeads, MD; Marek J. Gawel, MD; Robert F. Nelson, MD; R. Allan Purdy, MD; Gordon Robinson, MD; Denise Stirling, MD; Irene Worthington, BScPhm, http://www.cmaj.ca/content/156/9/1273.full.pdf


ผศ.นพ.รังสรรค์  เสวิกุล, โรคไมเกรน,
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,

ผศ.นพ.รังสรรค์  เสวิกุล, โอ๊ย! ไมเกรน
,ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=499

ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์, เข้าใจไมเกรน,

ไมเกรน,  http://haamor.com/th/ไมเกรน

นิสิตเภสัชศาสตร์ นันท์ปกรณ์ ดีประดิษฐ์,  ไมเกรน, http://sirinpharmacy.wordpress.com/2011/05/16/ไมเกรน-migraine/

Shaygannejad V, Janghorbani M, Ghorbani A, et al. Comparison of the effect of topiramate and sodium valporate in migraine prevention: A randomized blinded crossover study. Headache 2006; 46: 642-648.

Handy Migraine Trigger Checklist [Infograph],