แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพ้ยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพ้ยา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Free-App “โปรแกรมบันทึกบัตรแพ้ยา” มีไว้ปลอดภัยกว่า


จะดีไหมถ้าเรามีโปรแกรมที่สามารถช่วยเราบันทึกยาตัวที่เราแพ้ และเมื่อไปโรงพยาบาลหรือร้านยา เราจะได้บอกเภสัชกรหรือหมอได้ถูกต้องแม่นยำ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากการใช้ยามากยิ่งขึ้น

ทางสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ได้จัดทำ สมุดบันทึกการใช้ยาประจำตัวผู้ป่วย และ แอพพลิเคชั่น 
โปรแกรมบันทึกบัตรแพ้ยาที่สามารถใช้งานบนสมาร์ทโฟน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสะดวกในการบันทึกประวัติแพ้ยาได้ด้วยตนเอง และเภสัชกรผู้ประเมินอาการก็สามารถบันทึกข้อมูลผ่านทางมือถือ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลืมบัตรแพ้ยา นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นดังกล่าวยังมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาทั้งในรูปแบบบทความและวิดีโอ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด

แอพพลิเคชั่น “โปรแกรมบันทึกบัตรแพ้ยา” ได้ทาง App store หรือ เว็บไซต์ของสมาคมฯ www.thaihp.org สามารถได้ download ได้ free ที่ https://itunes.apple.com/th/app/batr-ph-ya/id645512579?mt=8



ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อลดอันตรายและผลข้างเคียงจากการใช้ยา ผู้ใช้ยาควรปฏิบัติ ดังนี้

• ผู้ป่วยควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดทุกครั้งก่อนใช้ยา เพราะการไม่อ่านฉลากยา และใช้ยาผิด อาจทำให้เกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรงและอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

• ไม่ควรใช้ยาของคนอื่น

• ผู้ที่มียาเหลือใช้อยู่ในบ้านต้องระมัดระวังและจัดเก็บให้ดี เพราะถือเป็นความเสี่ยงใกล้ตัว ถ้าเก็บไม่ถูกวิธีจะกลายเป็นยาเสีย หากมีคนนำไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะเป็น
อันตรายต่อสุขภาพ

• หากมียาเหลือใช้ที่ยังไม่หมดอายุและอยู่ในสภาพดี ควรเก็บอยู่ในซองยา หรือขวดยาเดิมไว้ในที่เดียวกันและให้พ้นมือเด็ก หรือเก็บในตู้ยา หรือกระเป๋ายาให้พ้นแสงแดด ไม่อยู่ใน
ที่ชื้น

• อย่าเก็บยาในตู้เย็นยกเว้นยาที่มีฉลากระบุไว้

• อย่านำยาเหลือใช้มารวมในซองยา หรือขวดยาเดียวกัน

• อย่าแกะยาออกจากแผงหากยังไม่ใช้

• อย่านำยาเหลือใช้ไปให้คนอื่นใช้ และอย่ากินยาที่คนอื่นให้มา เพราะอาการที่คล้ายกันอาจไม่ได้เกิดจากโรคเดียวกัน ขนาดยาก็อาจไม่เหมาะสม และอาจเกิดอาการแพ้ยาได้อีก
ด้วย

• อย่าใช้ยาที่หมดอายุ หรือยาเสื่อมสภาพ

• ยาเหลือใช้ที่หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพ สีเปลี่ยนแล้วให้ทำลายก่อนทิ้ง โดยแกะฉลากที่มีชื่อผู้ป่วย ถ้าเป็นยาเม็ดให้ทุบทำลายและเติมน้ำเล็กน้อย ถ้าเป็นยาน้ำก็ให้เทน้ำผสมลงไป
ส่วนยาที่เป็นครีมหรือขี้ผึ้ง ให้บีบออกจากหลอด จากนั้น นำกากชา ขี้เลื่อย เศษผัก หรือเปลือกผลไม้ ผสมลงไปในถุงเดียวกัน ปิดปากถุงให้สนิท ก่อนนำไปทิ้ง เพื่อไม่ให้คนอื่นนำ
ยาที่ทิ้งนั้นไปใช้ได้อีก

• หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ให้ปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง

แหล่งข้อมุล
เภสัชกรสมชัย วงศ์ทางประเสริฐ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

แพ้ยาแล้ว รักษาอย่างไร?

อาการ แพ้ยา เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติ แพ้ยา ชนิดหนึ่งชนิดใดมาก่อน และ คนที่มีประวัติของโรคภูมิแพ้ (เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน) จะมีโอกาส แพ้ยา มากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นในการใช้ยาจึงควรระมัดระวังในเรื่องนี้มากไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้เกินความจำเป็น

 ยาที่แพ้ ที่พบได้ค่อนข้างบ่อย ได้แก่
1. ยาต้านจุลชีพ หรือปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลิน แอมพิซิลลิน ยาประเภทซัลฟา เตตราซัยคลีน สเตรปโตมัยซิน เป็นต้น
2. ยาแก้ปวด ลดไข้ เช่น แอสไพริน
3. ยาชา เช่น ไซโลเคน (Xylocaine), โปรเคน (Procaine)
4. เซรุ่มต่างๆ เช่น เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มแก้บาดทะยัก
5. น้ำเกลือ และ เลือด
 
อาการ แพ้ยา
1. ในรายที่มี อาการแพ้ อ่อนๆ อาจมีเพียงลมพิษ ผื่นคัน หรือมีผื่นแดง จุดแดงหรือตุ่มใสเล็กๆขึ้นทั่วตัว หน้าบวม หนังตาบวม ริมฝีปากบวม มักเกิดจากการกินยาเม็ด เช่น แอสไพริน เพนวี แอมพิซิลลิน ยาประเภทซัลฟา
2. ในรายที่มี อาการแพ้ ขนาดกลาง อาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน หรือ หายใจขัดคล้ายหืด มักเกิดจากการใช้ยาฉีด
3. ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการเป็นลม ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ และ หยุดหายใจ มักเกิดหลังจากฉีดยาประเภทเพนิซิลลิน หรือ เซรุ่มในทันทีทันใด บางครั้งอาจถึงแก่ความตายแบบที่เรียกว่า "คาเข็ม" ได้เราเรียกอาการ แพ้ยา รุนแรงชนิดนี้ว่า ช็อกจากการแพ้ (Anaphylactic shock)หรือ อาจพบเป็นลักษณะพุพอง หนังเปื่อยลอกทั้งตัวคล้ายถูกไฟลวก ปากเปื่อย ตาอักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ มีไข้ ซึ่งเรียกว่ากลุ่มอาการสตีเวนจอห์นสัน (Stevens Johnson  Syndrome)
4. ใน การแพ้ เลือด หรือน้ำเกลือ มักมีอาการไข้ หนาวสั่นหรือลมพิษขึ้น โดยทั่วไป ยาชนิดฉีดจะทำให้เกิดอาการรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าชนิดกิน
 
การรักษา การแพ้ยา
1. ในรายที่มี อาการแพ้ อ่อนๆ ให้เลิกใช้ ยาที่แพ้ แล้ว ให้ ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน หรือ ไดเฟนไฮดรามีน 1 หลอด ฉีด   เข้ากล้าม  หรือ ให้อย่างเม็ดกินวันละ 3-4 ครั้ง ๆละ 1/2  -1 เม็ด จนกว่าจะหาย
2. ในรายที่มีอาการขนาดปานกลาง หรือ รุนแรง ให้ฉีดแอดรีนาลีน 0.3-0.5 มล. หรือ สเตอรอยด์ เช่น เดกซาเมทาโซน 1-2 หลอด เข้ากล้ามหรือเข้าเส้นเลือด ทันที ถ้าไม่ดีขึ้นให้ส่งโรงพยาบาลด่วน
3. ในรายที่หยุดหายใจ ให้ทำการผายปอด พร้อมกับฉีดยาแอดรีนาลีน
4. ในรายที่เป็นแบบกลุ่มสตีเวนจอห์นสัน ให้เลิกใช้ ยาที่แพ้ ให้ ยาแก้แพ้ หรือ สเตอรอยด์แล้วส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ กลายเป็นโลหิตเป็นพิษถึงตายได้
 
การป้องกัน การแพ้ยา
1. ทุกครั้งที่ให้ยา ควรถามประวัติ การแพ้ยา ในอดีตที่ผ่านมา และประวัติโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยและในครอบครัวของผู้ป่วย ถ้ามีประวัติเหล่านี้ ควรระมัดระวังในการใช้ยาให้มาก และควรแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตดู อาการแพ้ยา ที่อาจเกิดขึ้น ถ้ามีอาการให้รีบหยุดยา แล้วกลับไปหาหมอที่รักษาทันที
2. อย่าฉีดยาอย่างพร่ำเพรื่อ ทุกครั้งที่ฉีดยาโดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น เพนิซิลลิน หรือ เซรุ่ม ควรทำการทดสอบผิวหนังก่อน และควรมี ยาแก้แพ้ สเตอรอยด์ และแอดรีนาลีน ตลอดจนอุปกรณ์ในการช่วยผายปอดไว้ให้พร้อม
3. ถ้าพบผู้ป่วย แพ้ยา ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรู้ว่า แพ้ยา อะไร และห้ามกินยาชนิดนั้นๆ หรือยายี่ห้อต่างๆ ที่เข้ายาชนิดนั้นอีกต่อไป และแนะนำผู้ป่วยว่าทุกครั้งที่หาหมอควรจะบอกหมอว่าเคย แพ้ยาอะไร
4. อาการแพ้ยา มักจะเกิดเมื่อผู้ป่วยเคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อนหลายๆครั้ง ในทารกหรือเด็กอ่อนที่ไม่ได้รับยามาก่อน จึงมีโอกาส แพ้ยา น้อย ส่วนคนที่เคยได้รับยา (โดยเฉพาะยาฉีด) มาก่อนหลายๆครั้ง

โอกาสที่จะ แพ้ยา ชนิดนั้นก็สูงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นยิ่งใช้ยาบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่ ก็พึงระวังการเกิดอาการแพ้ มากขึ้นเท่านั้น

แหล่งข้อมูล
http://province.moph.go.th/rattaphum/DRUG.htm
รูปประกอบ
http://www.roigoo.com/board/index.php?topic=6106.0

แพ้ยา คืออะไร?

“แพ้ยาอะไรหรือเปล่าครับ” เป็นคำถามที่ได้ยินเสมอเวลาไปรับบริการจากเภสัชกร คำตอบยอดนิยมของคำถามนี้ คือ แพ้เพนิซิลลิน แพ้ซัลฟา แต่บ่อยครั้งเมื่อถูกถามต่อว่าแพ้แล้วมีอาการอย่างไร หลายคนมักตอบว่า ท้องเสีย ง่วงนอน เวียนหัว คลื่นไส้ ซึ่งอาการเหล่านี้โดยมากไม่ใช่อาการแพ้ยา บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายที่แท้จริงของคำว่า “แพ้ยา” รวมทั้งข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการแพ้ยาขึ้น 

แพ้ยาคืออะไร 
คือ ความผิดปกติของร่างกายที่มีต่อยาที่ใช้ ไม่ว่าจะด้วยการกิน ฉีด ทา หยอด สูด ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่เกิดขึ้นกับบางคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อยามากกว่าปกติ คล้ายกับผู้ที่แพ้กุ้ง ปู ถั่ว เกสรดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปจะไม่แพ้กัน จะมีเพียงบางคนเท่านั้นที่แพ้ ซึ่งอาการแพ้ที่เกิดขึ้นจากอาหารหรือเกสรดอกไม้นี้คล้ายกับอาการแพ้ยา ไม่ว่าจะเป็นผื่นแดงที่ผิวหนัง ปากบวม ตาบวม หลอดลมตีบหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เนื่องจากทั้งสิ่งเหล่านี้และยา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไวมากกว่าปกติได้เหมือนกัน 


ดังนั้นการแพ้ยาจึงอาจถือได้ว่าเป็นความโชคร้ายเฉพาะตัว ไม่ใช่ยาตัวใดตัวหนึ่งจะทำให้แพ้เหมือนกันทุกคน แตกต่างกับ“อาการข้างเคียงของยา” ซึ่งหมายถึง ผลที่ไม่ใช่ผลการรักษาของยาที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนที่ได้รับยา เพียงแต่จะเกิดขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับการรับรู้ของแต่ละบุคคล เช่น ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกคอร์เฟน (chlorpheniramine) ทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือง่วงนอน อาการนี้จะเกิดขึ้นกับทุกคนที่ทานยาลดน้ำมูก แต่บางคนง่วงนอนมากจนไม่สามารถขับรถหรือทำงานได้ บางคนอาจง่วงนอนนิดหน่อย แต่ยังสามารถขับรถและทำงานได้ตามปกติ           


เหตุที่แพทย์และเภสัชกร ต้องการแยกแยะให้ได้ว่าผลไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากยานั้นเป็นการ “แพ้ยา” หรือไม่ เนื่องจากมีการวิธีการปฏิบัติต่ออาการแพ้ยาและอาการไม่พึงประสงค์ของยาไม่เหมือนกัน ดังนี้ 

          1. กรณี “แพ้ยา” แพทย์จะมุ่งรักษาอาการแพ้ยา พร้อมกับหายาที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้ ซึ่งจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงและป้องกันไม่ให้แพ้ยาซ้ำอีก โดยผู้ที่แพ้ควรจดจำชื่อยาที่แพ้ให้ได้ (ไม่ควรจดจำเพียงชื่อกลุ่มยาหรือลักษณะยา เช่น ยาแก้ปวด แคปซูลแดงดำ) เพื่อแจ้งแก่ผู้ให้บริการทุกคนและทุกครั้งที่ไปรับบริการ รวมทั้งควรพกบัตรแพ้ยา (ซึ่งออกให้โดยเภสัชกรผู้ทำการประเมินหายาที่เป็นสาเหตุของการแพ้) ติดตัวไว้ด้วยเสมอ เพื่อป้องกันการแพ้ยาซ้ำ เนื่องจากการแพ้ยาที่เกิดขึ้นจะยังคงเกิดขึ้นซ้ำเสมอเมื่อได้รับยานั้นอีก แม้จะได้รับเพียงแค่ปริมาณเล็กน้อย อาการแพ้ยาที่กล่าวไปข้างต้น เช่น เป็นผื่นแดงที่ผิวหนัง ปากบวม ตาบวม ถือเป็นอาการแพ้ยาที่ไม่รุนแรง ในบางคนอาจมีการแพ้ที่รุนแรงหลังจากได้รับยาที่แพ้แม้เพียงแค่ครั้งแรก เช่น เป็นผื่นพุพอง ผิวหนังหลุดลอก ความดันโลหิตต่ำมากจนหมดสติ 
          

2. กรณี “อาการข้างเคียงของยา” แพทย์จะประเมินความรุนแรงของอาการข้างเคียงนั้น เพื่อดูว่ายาที่ใช้มีความจำเป็นต้องใช้ต่อไปมากน้อยเพียงใด จะมีคำแนะนำหรือวิธีใดที่จะช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้นหรือไม่ เช่น ยาทำให้ง่วงนอนมาก อาจเปลี่ยนจากรับประทานตอนเช้าเป็นก่อนนอน ยาที่ทำให้คลื่นไส้มาก อาจเปลี่ยนจากรับประทานตอนท้องว่างเป็นรับประทานพร้อมอาหาร เนื่องจากยาบางชนิดมีความจำเป็นต้องใช้มากและอาจไม่มียาอื่นที่สามารถทดแทนได้อย่างเหมาะสม การหยุดใช้ยานั้นเนื่องด้วยอาจเข้าใจผิดว่าเป็นการแพ้ยา จะทำให้เสียโอกาสในการได้รับยาที่ดีและเหมาะสมที่สุดไป 
          

จากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น การแพ้ยาถึงแม้จะไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ แต่ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องการแพ้ยานี้จะช่วยทำให้ป้องกันการแพ้ยาซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือและใส่ใจของทุกคน 


แหล่งข้อมูล
ภก. ธีรัช เหลืองมั่นคง, แพ้ยา, ภาควิชาเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=91


ภาพประกอบ
อันตรายของการใช้ยา การแพ้ยา (Drug hypersensitiviy)
doctorcosmetics.com

กลไกการแพ้ยาโดยผ่านทางระบบภูมิคุ้มกัน (IgE antibody)
pharmacy-lph.com