แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยาสำหรับเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยาสำหรับเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

ยาประจำบ้านสำหรับลูกป่วยไข้ ยามเมื่อฤดูฝนมาเยือน


พฤกษาคมของทุกปีจะเป็นเวลาเริ่มต้นแรกของฤดูฝนที่จะมาเคาะประตูบ้านเมืองไทยของเรา ที่ตามมาพร้อมกับความเปียกชื้นและอากาศเย็นๆของฝน 

นั่นก็คือ อาการน้ำมูกไหล ไอ จาม ทั้งจากไข้หวัดและโรคอื่นๆ อย่างนี้แล้วคุณแม่คุณพ่อที่ใส่ใจสุขภาพคงจะเริ่มต้นกังวล แล้วว่าหน้าฝนนี้จะดูแลสุขภาพลูกน้อยอย่างไร ไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย 

มาฟังคำแนะนำการดูแลสุขภาพเจ้าตัวเล็กให้แข็งแรง และหากถ้ามีไข้หวัดขึ้นมา จำเป็นจะต้องใช้ยา เราควรเตรียมยาอะไรบ้างนะ เพื่อจะได้ปกป้องลูกน้อยให้แข็งแรงตลอดหน้าฝนนี้

เด็กๆมักจะป่วยด้วยโรคอะไรได้บ่อย? ในฤดูฝนนี้
คุณแม่คุณพ่อคงต้องทราบไว้ก่อนว่า กลุ่มโรคที่พบบ่อยในฤดูฝนที่พบบ่อยสุดๆ ก็จะมี ไข้หวัดธรรมดาและอาการโรคหวัดที่แสดงอาการออกมาให้เราได้เห็นอันได้แก่ น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก ไอ เป็นไข้ ส่วนโรคอื่น ๆที่เด็กๆ อาจเป็นอยุ่แล้วในฤดูอื่น แต่จะพบถี่เพิ่มขึ้นในฤดูฝนนี้ ก้อคือไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออกนั้นเอง จะได้คอยสังเกตุไว้ก่อน

ไข้หวัดธรรมดา ธรรมดาก้อจริงแต่อย่าวางใจ
ในยามปกติลูกน้อยของเราจะได้รับการดูแลจนมีสุขภาพแข็งแรงดีอยู่แล้ว แม้เขาอาจจะมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดอยุ่แล้ว ก็ไม่มีอาการโรคอะไรให้เห็น เนื่องจากระบบภูมิต้านทานโรคช่วยปกป้องอยุ่ แต่ถ้าหากช่วงนั้นภูมิต้านทานเกิดอ่อนแอขึ้นมา ลูกน้อยของเราก้ออาจแสดงอาการโรคออกมาเป็นไข้หวัดให้เห็นเราได้เห็นขึ้นมาได้

ทำไมลูกน้อยถึงมีโอกาสเป็นไข้หวัดธรรมดาหล่ะ? เด็กๆจะไม่สบายจากโรคหวัดธรรมดาก็ได้ โดยอาจจะไปติดต่อกันมาจากเพื่อนๆร่วมชั้นเรียนหรือเด็กข้างๆบ้านที่เป็นไข้หวัดมาก่อนอยุ่แล้ว ระหว่างเล่นหรือคลุกคลีกัน เด็กๆอาจจะติดเชื้อโรคด้วยการไปสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย จากการไอ จาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ในที่แออัด สภาพแวดล้อมที่ไม่มีการดูแลความสะอาด เช่น สถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล หรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้แก่ห้างสรรพสินค้าที่คนเย้อะๆแออัดมากๆ อากาศถ่ายเทไม่ดี เป็นต้น

อาการของไข้หวัดธรรมดา จะรู้ได้อย่างไรหล่ะ?
คุณแม่คงต้องแปลงกายไปเป็นนักสืบสุขภาพน้องน้อยแล้วหล่ะคราวนี้ คอยหมั่นสังเกตุอาการความเป็นอยู่ของลูกรัก อย่างเช่นหากเด็กๆเคยร่าเริงดี กินข้าวได้หลายชาม หลับสบายอุตุ แต่วันนึงหากเขาเริ่มมีอาการซึมลงๆ มีไข้ต่ำๆ หรือบางคนวัดอุณหภูมิร่างกายแล้วอาการไข้ไม่ขึ้นก้อเป็นไปได้ แค่สัมผัสตัวแล้วไข้รุมๆเฉยๆ

แต่เด็กมักจะแสดงอาการป่วยด้วยอาการ ไอ จาม น้ำมูกไหล ในช่วงแรกๆ หากเช็ดจมูกให้ จะพบเป็นน้ำมูกใส ๆ หากไม่ดูแลให้ดี ถ้าเป็นหลายวันๆ สีจะข้นขึ้นเป็นสีขาวขุ่น เหลืองหรือเขียว นอกจากนี้ ยังมีอาการคัดจมูก แน่นจมูกจนหายใจไม่ออก ไม่อยากกินอาหารหรือนม โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆที่ยังพูดคุยกับเราไม่ได้ จะมีอาการร้องไห้งอแงมากกว่าปกติก้อได้ เพื่อส่งสัญญานว่า ตอนนี้หนูไม่ค่อยสบายเป็นหวัดแล้วนะ คุณแม่ช่วยหนูหน่อยซิฮะ

จะรู้ได้ไง ว่าลูกน้อยเป็นโรคหวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก
ดังนั้นถ้าเด็กมีอาการตามที่แนะนำมา ต้องตรวจสอบแน่ใจแล้วว่า อาการของลูกน้อยที่เป็นไข้หวัดธรรมดา มักจะมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ มีอาการน้ำมูก ไอ จามชัดเจน

แต่ทว่า...หากโชคร้าย ลูกรักเป็นไข้หวัดใหญ่ มักจะมีไข้ขึ้นสูงชัดเจน วัดอุณหภูมิร่างกาย ก้อจะสูงมากกว่าปกติ เด็กๆมักจะบ่นว่าปวดเมื่อยเนื้อตัว ทั้งๆที่ไม่ได้ออกไปเล่นอะไรมาเลย ที่พบบ่อยหน่อยก้อคือ เขาจะบ่นปวดศีรษะ เบื่อกินอาหาร อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ลูกน้อยจะซึมลงๆ

และหากโชคร้ายที่สุด ถ้าเป็นไข้เลือดออกขึ้นมาหล่ะก้อ เด็กจะมีไข้สูงลอยๆตลอดเวลา พอให้กินยาพาราลดไข้ ไข้ก็ไม่ค่อยลง หรือพอหมดฤทธิ์ยา ไข้สูงก้อจะกลับมาเป็นใหม่ หากสังเกตุดูเด็กจะมีอาการหน้าแดง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ บ่นว่าปวดท้องคลื่นไส้อาเจียน และในที่สุดมักมีจุดสีแดงๆของเลือด ออกตามผิวหนัง หลังจากมีไข้ภายใน 3-4 วัน
คุณแม่คุณพ่อคือหมอคนแรกที่ดูแลลูก เมื่อเริ่มเป็นโรคหวัด
เมื่อทราบว่าลูกเป็นหวัดอย่าได้ตกใจไปเลย ถึงเวลาหมอประจำบ้านคนแรกของเด็กๆแล้วหล่ะ เริ่มต้นควรให้ความอบอุ่นให้เพียงพอ ถ้าเด็กไอก็ให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆจะดีกว่าและปลอดภัย แต่หายังไอถี่ๆ ไอหนักๆ มากกว่าเดิม ให้จิบน้ำมะนาวผสมเกลือและน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง เพื่อขับเสมหะ ถ้ามีอาการไข้ต่ำ ๆ การลดไข้อาจใช้เพียงเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ
  • ถ้าวัดไข้แล้วยังสูง ควรให้ยาลดไข้ ปรึกษาการใช้ยาได้จากเภสัชกรทันทีเลยครับ
  • ถ้ามีน้ำมูกไหล หมั่นดูแลทำความสะอาดช่องจมูก ใช้สำลีพันปลายไม้ ชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือเช็ดในจมูกให้โล่ง โดยเฉพาะก่อนกินอาหารหรือ ก่อนนอน
  • ถ้ามีน้ำมูกเริ่มมากจนคัดจมูก ใช้ลูกยางดูดน้ำมูกออก บรรยากาศที่มีความชื้นพอประมาณจะช่วยให้ การหายใจสบายขึ้น ดังนั้นในห้องที่อากาศแห้งความชื้นต่ำ สามารถเอาน้ำอุ่นใส่ชามให้เด็กหายใจเอาไอน้ำเข้าไปทำให้สบายขึ้นได้
เห็นไหมว่า คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลอาการไข้หวัดให้ลดลงได้ตามวิธีธรรมชาติ ก่อนที่จะเริ่มต้นไปใช้ยาใดๆเสียด้วยซ้ำไป

ถ้าต้องใช้ยา ในกรณีที่การรักษาเบื้องตันไม่ดีขึ้น
            หากอาการที่เล่ามาทั้งหมดยังไม่ดีขึ้น ไข้หวัดโดยทั่ว ๆ ไป อาการมักไม่รุนแรงและหายได้ ขึ้นอยุ่กับภูมิต้านทานของลูกเราเอง ถ้าเขาเป็นเด็กสุขภาพร่างกายพัฒนาตามปกติ แข็งแรงดี ไม่มีโรคแทรกซ้อนอะไร คุณแม่สามารถทำการดูแลเบื้องต้นที่บ้านก่อนก้อได้ ไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ทันที

แต่ถ้าในกรณีที่เพิ่งเป็นหวัดอาการไม่รุนแรง  แต่ในกรณีที่เป็นเด็กเล็กมากๆ  หรือเด็กเคยมีประวัติมีโรคประจำตัวเช่น หอบหืด โรคหัวใจ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องควรรีบไปหาหมอทันทีครับ

ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ให้ปรึกษาเภสัชกรเสียก่อน แน่นอนและปลอดภัย
ทำไมบางครั้งเราถึงจำเป็นต้องใช้ยามาเป็น “ตัวช่วย” ให้น้องบรรเทาอาการต่างๆด้วยหล่ะ ทั้งนี้แพทย์และเภสัชกรเองได้พบแล้วว่า หากปล่อยให้ร่างกายเด็กน้อยต้องไปสู้กับเชื้อโรคหรืออาการต่างๆแต่เพียงลำพัง อาจจะยังไม่พอ ทั้งนี้ก็เพื่อบรรเทาอาการต่างๆไม่ให้ลุกลาม จนกลายเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆตามมาได้ แต่หากจะใช้ยา อย่างเกรงใจเภสัชกรเลย ให้สอบถาม ทบทวนทุกประเด็นการใช้ยา เพื่อลูกรักจะได้ใช้ยาอย่างได้ผลและปลอดภัย ดังนี้
  • ถ้ายังมีอาการน้ำมูกไหล หรือคัดจมูกแน่นมากๆจนหายใจไม่ค่อยออก อาจเลือกใช้ยาแก้หวัดลดน้ำมูกได้
  •  ยาแก้หวัดกลุ่มที่เรียกว่า ยาต้านฤทธิ์ฮีสตามีน ต้องระวังอย่างมากในเด็กเล็ก ๆ หรือเด็กที่เป็นหอบหืดอยู่เดิมแล้ว ยากลุ่มนี้จะช่วยทำให้ทางเดินหายใจของเขาโล่งขึ้น หายใจสะดวก โดยไปทำให้น้ำมูกแห้งลงและอาการจามฮัดเช้ยน้อยลงไปด้วย
  •  หากลูกเรา มีอาการคัดจมูก รูจมูกบวมแน่นจนหายใจไม่ออก อาจต้องใช้ยากลุ่มพวกที่ลดอาการยุบบวมในจมูก มีทั้งรูปแบบยาพ่นจมูก หรือยากินในรูปแบบยาน้ำ ข้อดีของยากลุ่มนี้ คือออกฤทธิ์เร็วทันใจ ช่วยให้ลูกเราโล่งจมูก หายใจได้ทันที แต่ควรระวังเรื่องขนาดของการใช้ เพราะถ้ามากเกินไปจะเกิดผลตรงกันข้าม ทำให้น้ำมูกจับตัวเป็นก้อนแข็งมากเกินไป ทำให้ไปอุดตันทางเดินหายใจไม่ออก จะยิ่งแย่ลงไปใหญ่ ก่อนใช้ปรึกษาเภสัชกรก่อนนะครับ
  • ส่วนยาปฏิชีวนะ หรือเรียกกันทั่วๆ ไปว่ายาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบนั้น ไม่ควรให้ในคนไข้เด็ก ในทันทีที่เริ่มต้นมีอาการหวัด เนื่องจากโรคไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส เราจะเลือกนำมาใช้ก็ในกรณี ภูมิต้านทานเขาไม่แข็งแรงมากพอ เกิดมีผลข้างเคียง จากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมา หมอจึงจะเลือกจ่ายให้ตามอาการครับ
  •  ที่ร้านยาของตัวเภสัชกรเอง เนื่องจากใกล้โรงพยาบาลเอกชน มักมีคุณแม่บางรายมาขอรบเร้าให้จ่ายยาฆ่าเชื้อไวรัส แบบเดียวกับที่เคยได้รับมาจากโรงพยาบาลเลย ซึ่งไม่แนะนำเลยครับ เนื่องจากยังไม่มียาที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อไวรัสกลุ่มนี้ อาการของโรคเองก้อไม่รุนแรง การใช้ยากลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงมาก และราคาของยากลุ่มนี้ก้อสูงมาก เรามักจะสงวนยานี้สำหรับอาการไข้หวัดติดเชื้อไวรัสกลุ่มรุนแรงหรือในกลุ่มคนไข้เด็กที่มีปัญหาเรื่องระบบภูมิต้านทานไม่ปกติครับ

เมื่อไหร่ ควรจะหยุดใช้ยา
เมื่อได้รับวินิจฉัยถูกต้อง พร้อมรับการรักษาครบถ้วนแล้ว เด็กจะเริ่มมีอาการที่ดีขึ้นๆ  ความจำเป็นต้องรับประทานยาต่อหรือไม่ เมื่ออาการดีขึ้น ยาแก้หวัด และลดไข้ก็หยุดได้ แต่คงต้องเฝ้าระวังอาการ ว่าจะมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่ด้วย

เมื่อเด็กหายป่วย ให้เสริมอาหารอีกหนึ่งมื้อเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษทุกวันต่อไปอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อจะได้ชดเชยส่วนที่ขาดไป เด็กก็จะได้ฟื้นตัวเร็ว และป้องกันไม่ให้การเจริญเติบโตของเขา จะได้ไม่ถูกกระทบกระเทือนนานเกินไปเนื่องจากป่วยไข้ไป เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพลูกรักของคุณแม่คุณพ่อทุกท่านในฤดูฝนที่กำลังเดินทางมาถึงนี้  ขอให้เด็กๆแข็งแรง เติบโตสมวัยในย่างหน้าฝนนี้นะครับ


รูปประกอบจาก 
http://www.4little1.com/assets/Baby-boy-and-Mum.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

คุณแม่ใช้ยา: ยาอะไร เตรียมไว้ให้ลูกน้อย


คุณแม่คุณพ่อมือใหม่ที่มีลูกน้อย จะกังวลใจทุกครั้งเมื่อเจ้าตัวเล็กมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย และไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมกระเป๋าหยูกยาฉุกเฉินอย่างไร เรามาดูกันว่าในฐานะเภสัชกรร้านยา หากแนะนำให้มียาอะไร เตรียมไว้ให้อุ่นใจในบ้านแห่งความรัก เพื่อปกป้องลูกรักให้มีสุขภาพดี ต้องมีอะไรบ้างน้า?   

เริ่มด้วย อย่าเกรงใจหมอหรือเภสัชกร?
ถ้าหากจำเป็นจัดเตรียมยาให้ลูกหลานของเรา สิ่งใดที่ไม่รู้ อย่าได้เกรงกลัวหมอที่ให้การดูแลรักษาหรือเภสัชกรที่จ่ายยาให้ คุณแม่คุณพ่อควรไต่ถามให้ละเอียด ถึงชื่อยา ชื่อยาสามัญ วิธีการใช้ ผลการรักษาที่ดีขึ้นจะเป็นเช่นไร ในระยะเวลาประมาณเท่าใด รวมไปถึงข้อควรระวังและผลข้างเคียงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และโดยเฉพาะหากหลังจากน้องน้อยได้รับยาไปแล้ว มีอาการผิดปกติอะไรที่เกิดขึ้น แล้วเราต้องรีบไปหาหมอหรือมาที่ร้านยาทันทีเพื่อรับคำปรึกษาและการแก้ไข

ดังนั้นโรงพยาบาล คลีนิคหรือร้านยาไหน ไม่เตรียมการให้เราได้ทราบเช่นนี้ ถือว่าไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพที่ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของเราอย่างแท้จริง สุดท้ายอย่าลืมขอเบอร์โทร หรือช่องทางติดต่อเร่งด่วน ในยามที่เราต้องการคำแนะนำในเวลาจำเป็น ทำได้เช่นนี้ คุณแม่คุณพ่อเองก้อจะเป็นหมอประจำบ้านที่พร้อมดูแลลูกน้อยของเราเองได้อย่างมั่นใจ

ยาสำหรับเด็กที่ควรมีไว้ประจำบ้าน มีอะไรบ้างนะ?
ในฐานะเภสัชกร ไม่แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อยา ตุนไว้ให้ลูกน้อยกินเอง อย่างไม่จำเป็น คอยหมั่นสังเกตุว่าเขามีอาการโรคอะไรที่เป็นได้ และเป็นบ่อย แล้วไปขอคำปรึกษาจากหมอหรือเภสักรเป็นทางเลือกแรกๆ แต่ถ้าหากเป็นอาการโรคที่ลูกรักได้รับการวินิจฉัย ดูแลแล้วว่า ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง หรือเป็นอาการโรคเบื้องต้น ที่เราสามารถดูแลได้เองแล้ว เราก็ควรสำรองยาเหล่านี้ ตามอาการที่อาจเกิดขึ้นดังนี้
1. เมื่อลูกน้อยมีไข้ ตัวร้อนหรือปวดหัว
ควรเลือกใช้ยาชนิดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกรัก ยาลดไข้ที่ดี มักให้รับประทานยาทุกๆ 4-6 ชั่วโมง ถ้าอาการไข้ไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรรีบไปโรงพยาบาล ยาที่แนะนำควรเลือกพาราเซตามอล หรือไอบูโปรเฟน ขณะให้ยาลดไข้ควรให้ดื่มน้ำตามมากๆด้วย น้ำนอกจากจะช่วยให้ยากระจายตัวได้ดี ช่วยให้ตัวยาละลายและออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น น้ำยังไปช่วยให้มีการระบายความร้อนจากภายในร่างกายได้มากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญควบคู่ไปกับการใช้ยา คือการเช็ดตัว จะช่วยให้ไข้ลดเร็วยิ่งขึ้นด้วย ถ้าลูกรักตัวร้อนจัด ให้ใช้ผ้าขนหนูหนาๆ ชุบน้ำเช็ดให้ทั่วตัว และเช็ดมากๆ ตามตำแหน่ง คอ รักแร้ และข้อพับต่างๆ และอย่าไปห่มผ้า หรือสวมเสื้อหนาๆ จนกว่าไข้จะลดลงแล้ว ในกรณีเด็กหนาวอยู่แล้ว ให้เริ่มใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเล็กน้อย เริ่มเช็ดไปก่อนแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นน้ำเย็น เช็ดจนไข้ลด จึงห่มผ้าให้

ข้อควรระวังของยาไอบูโปรเฟนคือ ห้ามใช้ยาตัวนี้ลดไข้ ในเด็กที่สงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้เลือดออก จะรู้ได้อย่างไร? เราควรสังเกตุในเบื้องต้น จะเห็นว่า ลูกน้อยจะมีอาการตัวร้อนจัดตลอดเวลา และไม่มีน้ำมูกให้เห็น เพราะจะทำให้เกิดอาการเลือดออกได้ง่ายขึ้น ให้เปลี่ยนมาใช้พาราเซตามอลแทน ที่มักทำเป็นน้ำเชื่อม อาจเป็นชนิดหยดสำหรับเด็กเล็ก หรือชนิดไซรัปสำหรับเด็กโต ข้อเสียของยาตัวนี้มีรสขม ให้เลือกชนิดที่มีรสชาติถูกปากน้องเขา ยานี้มีข้อดีคือ ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ถ้าใช้เกินขนาดและติดต่อกันนานเกิน 10 วัน อาจมีผลเสียต่อตับได้


2. ถ้าลูกรักมีอาการไข้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหลด้วย
เรื่องเป็นหวัดน้ำมูกไหล คุณแม่ต้องเข้าใจว่า อาจแยกแยะได้สอง สาเหตุ ได้แก่ หวัดจากการติดเชื้อ กับ หวัดจากการแพ้ (โรคภูมิแพ้) ซึ่งจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลเหมือนๆ กัน แต่ข้อที่แตกต่างก็คือ หวัดจากการติดเชื้อนั้น ลูกน้อยมักมีอาการตัวร้อนและเบื่ออาหาร น้ำมูกมักจะเป็นอยู่ตลอดทั้งวันและเป็นอยู่เพียงไม่กี่วันก็จะแห้งไปได้เอง

การใช้ยาแก้แพ้ในโรคหวัดติดเชื้อ ความจริงแล้วยานี้จะมีฤทธิ์ลดน้ำมูก ทำให้น้ำมูกแห้ง ช่วยให้ลูกน้อยหายใจสบายโล่งขึ้นเท่านั้น ยังไม่มียาใดที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสอันเป็นสาเหตุของหวัด และควรใช้กรณีที่มีน้ำมูกใสเท่านั้น เมื่อน้ำมูกข้นเหนียวควรหยุดใช้ยา มิฉะนั้นอาจทำให้น้ำมูกเหนียวข้นมากเกินไป จนอาจอุดตันในทางเดินหายใจจนเป็นอันตรายได้

ส่วนหวัดจากการแพ้อากาศหรือโรคภูมิแพ้ ก้อจะมีอาการจาม น้ำมูกใส คัดจมูก แต่ไม่มีไข้ตัวร้อน ก้อสามารถเลือกใช้ยาแก้แพ้หรือยาลดน้ำมูกได้เช่นเดียวกัน
เพราะให้ผลบรรเทาอาการแพ้อากาศ ลดอาการจาม น้ำมูกไหล ยากลุ่มนี้ มีทั้งแบบยาแก้แพ้รุ่นเดิม  เช่น คลอร์เฟนิรามีนหรือบรอมเฟนิรามีน กินในตอนเช้าและก่อนนอน หรือเวลาใดเวลาหนึ่ง จะช่วยบรรเทาอาการได้
ข้อควรระวังของยากลุ่มนี้ คือ สำหรับเด็กแรกเกิด และเด็กคลอดก่อนกำหนดห้ามใช้ยานี้เด็ดขาด
ยานี้มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอนหรือซึมลงได้ ในเด็กเล็กๆบางราย ถ้าได้รับยามาก ๆ จะเกิดอาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ ในบางราย อาจเบื่ออาหาร ปากแห้งได้
ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

ยาแก้แพ้อีกกลุ่ม เป็นยาแก้แพ้รุ่นใหม่ ชนิดที่ไม่ทำให้ง่วงนอน ได้แก่ เซทิริซีน ลอราทาดีน และเฟกโซฟีนาดีน เป็นยาที่ได้ผลดี และไม่ค่อยทำให้ง่วงนอน สดวกต่อการกิน เพียงแค่วันละ 1-2 ครั้ง  เหมาะสำหรับลูกน้อยที่เป็นโรคแพ้อากาศ ไม่มีผลรบกวนการใช้ชีวิตที่สนุกสนานของลูกน้อย หรือการเรียนหนังสือ ส่วนข้อจำกัดของยาแก้แพ้รุ่นใหม่ คือ ยาจะออกฤทธิ์ช้า แต่มีฤทธิ์อยู่ได้นาน ดังนั้นอาจต้องกินยานี้ต่อเนื่องหลายวันจึงเห็นผล อีกทั้งยาแก้แพ้รุ่นใหม่จะลดน้ำมูกและอาการคัดจมูกได้ไม่ดีเท่ายาแก้แพ้รุ่นเดิมๆ

3. เมื่อลูกน้อยเป็นหวัดลงคอ คือมีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเขียว หรือเหลือง เจ็บคอ
ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองครับ เรื่องการใช้ยาฆ่าเชื้อ หรือที่เราเคยชินปากว่ายาแก้อักเสบ เป็นเรื่องใหญ่สำหรับบ้านเรา เพราะมีการใช้กับเด็กเล็ก อย่างไม่ถูกต้อง และตามมาด้วยปัญหาอีกมากมาย ขอกลับมาเล่าให้ฟังเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับในเรื่องการติดเชื้อในเด็กและการใช้ยาฆ่าเชื้อที่ถูกต้องและปลอดภัยครับ

4. ถ้าเด็กมีอาการไอ
ยาแก้ไอที่ได้ผล หยุดไอได้จริงๆ ในเด็กก้อเป็นเรื่องใหญ่ พ่อแม่มักคาดหวังอยากได้ยาที่ทำให้ลูกเงียบ หายไอ ทั้งๆที่ต้นเหตุของการไอมีได้หลายสาเหตุ
เราต้องรู้ก่อน ว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องน้อยไอไม่หยุด ถ้าทราบสาเหตุแท้ๆ เราก้อช่วยหยุดไอให้ลูกน้อยได้ ขอกลับมาเล่าให้ฟังเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งในตอนยาแก้ไอเพื่อลูกรักครับ

5. เมื่อเด็กน้อยมีอาการท้องอืดแน่นท้อง
ควรใช้มหาหิงคุ์ ใช้ได้ผลดีและปลอดภัย โดยใช้ทาบางๆ บริเวณหน้าท้องมีอาการ หรือถ้าเป็นเด็กโตอาจเลือกใช้ยาธาตุน้ำแดงใช้กินแก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง

6. เมื่อเด็กมีอาการท้องเสีย
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกน้อยที่ท้องเสีย คือ การให้น้ำและเกลือแร่ชดเชย เพราะเด็กมักจะขาดน้ำ และเสียชีวิตได้จากการท้องเสียมาก ๆ ได้ โดยสังเกตุได้จาก อาการขาดน้ำคือ กระหม่อมบุ๋ม นอนซึม หายใจหอบ ตัวเย็น

น้ำเกลือแร่นั้นอาจเตรียมขึ้นเองหรือผงเกลือแร่สำหรับเด็ก ให้เด็กดื่มแทนน้ำได้โดยปลอดภัย แต่ในกรณีที่ท้องเสียรุนแรง ควรส่งต่อแพทย์โดยเร็ว ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ท้องเดินที่แรง ๆ ในเด็กเล็ก เพราะยาอาจกดการหายใจได้

7. ถ้าลูกรักมีอาการเป็นลมพิษ ผื่นคัน
ในเด็กที่มีอาการผด ผื่นคัน ขึ้นมากตามตัว ไม่ว่าจะเป็นผื่นลมพิษ ยุงกัดแผลมีน้ำเหลือง ตุ่มคันจากอีสุกอีใส หัด ควรทายาแก้ผด ผื่นคันหรือคาลาไมน์โลชั่น หรือยาทาแก้แพ้แบบแอนตี้ฮิสตามีน จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ ไม่แนะนำให้ไปซื้อยาทาในกลุ่มสเตียรอยด์ใช้เองครับ

สุดท้าย ยาไม่ใช่ขนมที่จะให้เด็กได้ง่ายๆ ก่อนให้ยากับลูกรักของเราก้อต้องยิ่งใส่ใจ  จึงต้องมาย้ำอีกครั้งว่า ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรใจดี เพื่อเลือกยาที่มีความปลอดภัยและได้ผลตามอาการ เสียก่อนที่จะซื้อยาเข้าบ้านครับ

รูปประกอบจาก

http://www.phukieo.net/rx_blog/wp-content/uploads/2011/01/doctor.bmp

http://static.truelife.com/blog/files/members/19/93043/170261/c9e99c5.jpg