แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดคอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดคอ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การจัดการกับอาการปวดต้นคอ โดยอาจารย์หมอสารภี


ได้ไปพบบทความการจัดการกับอาการปวดต้นคอ...โดยอาจารย์หมอสารภี
ครบถ้วนทั้งข้อมูลและสามารถนำไปใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดคอ ขอเชิญตามไปอ่านได้ครับ



รูปอาการปวดคอ: จาก mayoclinic.com




1.โรคที่เป็นสาเหตุของอาการปวดต้นคอ
  • โรคหมอนรองกระดูก Cervical Disc Disease

หากเราเกิดอุบัติเหตุเช่น รถชนกันทำให้ศีรษะหงายหลัง หรือเกิดจากข้ออักเสบทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและมีการเลื่อนของหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดเหมือนไฟช็อกจากต้นแขนไปปลายแขนร่วมกับอาการชา หากไม่รักษาอาจจะทำให้แขนอ่อนแรงถึงกับเป็นอัมพาต
  • ท่อไขสันหลังตีบ Cervial stenosis

เนื่องจากมีการเสื่อมของกระดูกต้นคอและหมอนรองกระดูกทำให้รูในท่อไขสันหลังแคบจึงมีการกดทับประสาทไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ ชามือ เดินเร็วจะปวดขา ทำงานที่มีความละเอียดไม่ได
  • กระดูกต้นคอเสื่อม Osteoartgritis

กระดูกต้นคอก็เหมือนกับกระดูกที่อื่นๆ เมื่อใช้งานมานานก็เกิดการเสื่อมของกระดูก หมอนกระดูกจะบางลง และมีกระดูกงอกเงยออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ มักจะเป็นมากในตอนเช้า ปวดต้นคอร้าวไปบริเวณไหล่หรือสะบัก ตอนสายๆอาการจะดีขึ้น
  • การได้รับอุบัติเหตุ

ส่วนให้เกิดจากอุบัติเหตุรถหรือมอเตอร์ไซด์ มีการหงายหน้าอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้มีการช้ำของกล้ามเนื้อ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะมีหมอนกระดูกทับเส้นประสาท


2.การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ

1.ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอหรือที่เรียกว่าตกหมอนส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ คอจะแข็งอย่างเฉียบพลันหลังจากการเอี้ยว บิด ผิดท่าหรือภายหลังการตื่นนอน การรักษาสามารถทำได้โดย 
•พยายามพัก อย่าเคลื่อนไหวคอ ทางที่ดดีควรจะนอนพัก 
•รับประทานยาแก้ปวด หากไม่มากใช้ยา paracetamol 500 mg. หากปวดมากก็ให้รับประทานยากลุ่ม NSAID 
•ในระยะแรกอาจจะประคบด้วยน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติกห่อผ้าขนหนูวางบริเวณที่ปวด หรือจะใช้น้ำอุ่นประคบประมาณ 10-15 นาที 
•การใส่ปลอกคอ มักจะไม่มีความจำเป็น นอกจากจะปวดมากๆ ไม่แนะนำให้มีการจับเส้นในระยะเฉียบพลันเพราะอาจจะเกิดผลเสีย 



รูปประกอบ: การฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อคอ จาก maddenptblog.com



2.สำหรับผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักจะไม่รุนแรง เวลาก้มหรือเงย ตะแคงหรือเอี้ยวคอจะทำให้ปวดเพิ่มขึ้น 

3.การดูแลเบื้องต้นได้แก่ 

•กินยาแก้ปวด 
•ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่นไว้แล้ว 
•การนวดหรือกดจุด โดยถูกหลักวิชาอาจจะช่วยระงับอาการปวดได้ การนวดง่ายๆอาจทำภายหลังจากการอาบน้ำอุ่นหรือประคบร้อนแล้ว 10-15 นาที 
•เริ่มการฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อคอ 


4.อาการเจ็บคอที่ต้องรีบพบแพทย์

อาการเจ็บคอโดยส่วนใหญ่ไม่อันตรายหายเองได้ แต่ก็มีบางภาวะที่ผู้ป่วยจะต้องรู้และรีบปรึกาาแพทย์

•อาการปวดต้นคอร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนหรือขา และอาการอ่อนแรงเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ 
•อาการปวดข้อร่วมกับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด 
•มีอาการปวดคอร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง ก้มหน้าเอาคางจรดอกไม่ได้ซึ่งอาจจะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ 
•อาการปวดต้นคอเป็นตลอดอย่างต่อเนื่อง 
•มีอาการปวดต้นคออย่างมาก 
•อาการเจ็บคอหลังจากได้รับอุบัติเหตุ 

5.การออกกำลังกล้ามเนื้อคอ

กล้ามเนื้อคอเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและการรักษาการปวดคอเรื้อรังหรือเป็นๆหายหายๆ การบริหารกล้ามเนื้อคอจะแบ่งเป็นสองระยะได้แก่

•ในระยะแรกจะบริหารเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นและกล้ามเนื้อรอบคอ โดยการเอียงคอไปทางซ้าย ขวา ก้มหน้า เงยหน้า 
•ในระยะต่อมาจึงจะสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยการ ใช้แรงต้านจากมือ 
•การออกกำลังกายโดยทั่วไป นับเป็นส่วนสำคัญข้อหนึ่ง เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจแข็งแรง มีการสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อของร่างกายหลายๆส่วน เช่นกล้ามเนื้อขา หลังจะแข็งแรง กระดูกจะเสื่อมน้อย 


6.การรักษาโดยแพทย์

ความสำคัญของการรักษาแพทย์จะตรวจว่าหมอนกระดูกได้มีการกดทับเส้นประสาทหรือไม่ หากมีการกดทับมาก ผู้ป่วยเกิดอาการช้า หรืออ่อนแรงแขนหรือขา การรักษาจะต้องทำการผ่าตัดในการวินิจฉัยแพทย์จะถามประวัติเพิ่มเติม และมีการตรวจพิเศษเพื่อยืนยันการวินิจฉัย และหาตำแหน่งของโรค

7.การรักษาโดยกายภาพ

การทำกายภาพจะช่วยผ่อนคลายอาการปวดคอให้ท่านได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้

•การประคบร้อน 
•การใช้เคื่อง ultrasound 
•การอบร้อน Diathermy 
•การใช้ Laser 
•การดึงคอ 
•การนวด 
•การใส่ปลอกคอ 


8.การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการปวดคอ

1.ระวังอริยาบท ทั้งการยืน การนั่ง การนอน การทำงาน 
2.การทำงานควรหาเวลาหยุดพักเพื่อออกำลังกล้ามเนื้อคอ เคลื่อนไหวคอ หรือเปลี่ยนอิริยบทสัก 2-3 นาทีทุกชั่วโมง 
3.การเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสม 
4.การพักผ่อนที่เพียงพอ การเลือกหมอน ที่นอน 
5.การใช้ยา
6.การบริหารคอ





แหล่งข้อมูล


อาจารย์หมอสารภี


https://www.facebook.com/photo.php?fbid=408826799150069&set=a.123791347653617.12060.100000682560259&type=1&theater

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

ปวดหลัง ปวดคอเรื้อรัง รักษาอย่างไร? จะได้ไม่ปวดอีก

อาการปวดหลัง หรือ ปวดคอ อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนในช่วงหนึ่งของชีวิต หลายรายโชคดีที่อาการปวดนั้นเป็นอยู่ไม่นานก็หายไป ขณะที่ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยมีอาการเรื้อรังจนไม่สามารถทำกิจกรรมระหว่างวันได้ตามปกติ 


สาเหตุแห่งความปวด
         อาการปวดหลัง ปวดคอ มาจากปัจจัยภายในร่างกายของผู้ป่วย และปัจจัยภายนอก
 
 - ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความผิดปกติทางพยาธิสภาพของกระดูกสันหลัง อาทิ หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอผิดปกติ มีเนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง

 - ปัจจัยภายนอก ได้แก่ กิจกรรมทางร่างกายของผู้ป่วย นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกยังอาจเกิดจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ การนั่งหลังไม่พิงพนัก หลังงอ ก้มคอ ทำงานเป็นเวลานาน กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเครียดให้กระดูกหลังและคอ เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ทำให้กระดูกเสื่อมลง จนมีอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังในที่สุด
          ส่วนอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อกระดูกมีอยู่บ้าง เช่น เล่นกีฬาบิดแรงจนหมอนรองกระดูกฉีกทันที แต่เกิดขึ้นน้อย บางรายมาพบแพทย์เพราะเข้าใจว่าอาการปวดเป็นเพราะอุบัติเหตุ แต่เมื่อตรวจดูพบว่า ความเสื่อมของกระดูกมีอยู่แล้ว แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดอาการปวดตามมา

ปวดอย่างไร...
          ผู้ป่วยจะมีอาการปวดจากส่วนใดส่วนหนึ่งก่อน แล้วลามไปยังบริเวณอื่น เช่น ปวดคอร้าวไปยังแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา กรณีแบบนี้ต้องรีบมาพบแพทย์ เพราะเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังถูกรบกวน

ปวดเรื้อรัง รักษาได้
          หลายคนอาจเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อพักผ่อนก็แล้วรับประทานยาก็แล้ว ทำกายภาพบำบัดก็แล้ว ก็ยังไม่หาย จะมีทางเลือกในการรักษาอย่างไร ทางเลือกในการรักษาอีกหลายวิธี แต่ 3 วิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นวิธีการรักษาอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังที่ได้ผลดี และยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

รูปประกอบ: การฉีดยาเฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบ 
http://www2.thaipr.net/health/371777
1.การฉีดยาเฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบ (Local Steriod Injection)

          วิธีนี้เป็นการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับคนไข้ที่รับประทานยา และทำกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น แต่เมื่อตรวจโดยการเอกซเรย์เอ็มอาร์ไอแล้วพบว่า สภาพของกระดูกสันหลังยังไม่เสื่อมจนต้องผ่าตัด หลังจากการฉีดยาระงับการอักเสบแล้งฤทธิ์ยาจะอยู่ไปได้ 1-3 เดือน และอาจกลับมาปวดใหม่ได้ตลอด หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนท่าทางและออกกำลังกายอย่างถูกต้อง
รูปประกอบ:การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง
http://www.articlesnatch.com/Article/Indian-Surgeons-Gets-Awards-For-Their-Excellent-Work-In-Micro-Endoscopic-Discectomy/1644325
2.การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง (Endoscopic Spine Surgery)

          การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดเพื่อนำหมอนรองกระดูกสันหลังที่มีปัญหาออก โดยใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อลดอาการปวดหลังเรื้อรังอันเนื่องมาจากหมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาท หรือโพรงกระดูกสันหลังตีบทับเส้นประสาท
วิธีการนี้เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็กซึ่งทักษะของแพทย์มีความสำคัญมากไม่แพ้เครื่องมือ 


รูปประกอบ: การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเทียม http://www.marshfieldclinic.org/patients/?page=cattails_2006_julaug_diskimage
3.การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเทียม (Artificial Disc Replacement)

          การผ่าตัดโดยวิธีนี้เป็นการเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเดิมที่เสื่อมหรือบาดเจ็บโดยใช้หมอนรองกระดูกเทียม มักจะทำกันที่คอเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกข้อถัดไปเสื่อมเร็วขึ้น เพราะแต่เดิม เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม ก็จะมีการผ่าออกและเชื่อมข้อไว้ด้วยกัน แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ข้อกระดูกชิ้นถัดไปต้องทำงานหนักกว่าเดิม และเสื่อมเร็วขึ้น
          แม้เทคนิคในการรับมือกับความผิดปกติของกระดูกสันหลังจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม จนเป็นที่มาของอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ นั่นคือ ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งภายหลังจากการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องออกกำลังเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังพร้อมกับปรับเปลี่ยนอิริยาบทให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อาการปวดกลับมาอีก

แหล่งข้อมูล
นพ.วิวัฒน์ ชวาลภาฤทธิ์ , 

รู้ทัน...อาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรัง, 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์
โรงพยาบาลไทยนครินทร์ 
http://www.komchadluek.net/detail/20120103/119264/รู้ทันอาการปวดหลังปวดคอเรื้อรัง.html

รูปประกอบจาก
http://www.fisho.com/blog/pig/blog.php?id=4811