แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดหลัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดหลัง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

ปวดหลัง ปวดคอเรื้อรัง รักษาอย่างไร? จะได้ไม่ปวดอีก

อาการปวดหลัง หรือ ปวดคอ อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนในช่วงหนึ่งของชีวิต หลายรายโชคดีที่อาการปวดนั้นเป็นอยู่ไม่นานก็หายไป ขณะที่ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยมีอาการเรื้อรังจนไม่สามารถทำกิจกรรมระหว่างวันได้ตามปกติ 


สาเหตุแห่งความปวด
         อาการปวดหลัง ปวดคอ มาจากปัจจัยภายในร่างกายของผู้ป่วย และปัจจัยภายนอก
 
 - ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความผิดปกติทางพยาธิสภาพของกระดูกสันหลัง อาทิ หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอผิดปกติ มีเนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง

 - ปัจจัยภายนอก ได้แก่ กิจกรรมทางร่างกายของผู้ป่วย นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกยังอาจเกิดจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ การนั่งหลังไม่พิงพนัก หลังงอ ก้มคอ ทำงานเป็นเวลานาน กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเครียดให้กระดูกหลังและคอ เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ทำให้กระดูกเสื่อมลง จนมีอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังในที่สุด
          ส่วนอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อกระดูกมีอยู่บ้าง เช่น เล่นกีฬาบิดแรงจนหมอนรองกระดูกฉีกทันที แต่เกิดขึ้นน้อย บางรายมาพบแพทย์เพราะเข้าใจว่าอาการปวดเป็นเพราะอุบัติเหตุ แต่เมื่อตรวจดูพบว่า ความเสื่อมของกระดูกมีอยู่แล้ว แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดอาการปวดตามมา

ปวดอย่างไร...
          ผู้ป่วยจะมีอาการปวดจากส่วนใดส่วนหนึ่งก่อน แล้วลามไปยังบริเวณอื่น เช่น ปวดคอร้าวไปยังแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา กรณีแบบนี้ต้องรีบมาพบแพทย์ เพราะเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังถูกรบกวน

ปวดเรื้อรัง รักษาได้
          หลายคนอาจเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อพักผ่อนก็แล้วรับประทานยาก็แล้ว ทำกายภาพบำบัดก็แล้ว ก็ยังไม่หาย จะมีทางเลือกในการรักษาอย่างไร ทางเลือกในการรักษาอีกหลายวิธี แต่ 3 วิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นวิธีการรักษาอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังที่ได้ผลดี และยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

รูปประกอบ: การฉีดยาเฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบ 
http://www2.thaipr.net/health/371777
1.การฉีดยาเฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบ (Local Steriod Injection)

          วิธีนี้เป็นการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับคนไข้ที่รับประทานยา และทำกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น แต่เมื่อตรวจโดยการเอกซเรย์เอ็มอาร์ไอแล้วพบว่า สภาพของกระดูกสันหลังยังไม่เสื่อมจนต้องผ่าตัด หลังจากการฉีดยาระงับการอักเสบแล้งฤทธิ์ยาจะอยู่ไปได้ 1-3 เดือน และอาจกลับมาปวดใหม่ได้ตลอด หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนท่าทางและออกกำลังกายอย่างถูกต้อง
รูปประกอบ:การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง
http://www.articlesnatch.com/Article/Indian-Surgeons-Gets-Awards-For-Their-Excellent-Work-In-Micro-Endoscopic-Discectomy/1644325
2.การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง (Endoscopic Spine Surgery)

          การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดเพื่อนำหมอนรองกระดูกสันหลังที่มีปัญหาออก โดยใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อลดอาการปวดหลังเรื้อรังอันเนื่องมาจากหมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาท หรือโพรงกระดูกสันหลังตีบทับเส้นประสาท
วิธีการนี้เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็กซึ่งทักษะของแพทย์มีความสำคัญมากไม่แพ้เครื่องมือ 


รูปประกอบ: การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเทียม http://www.marshfieldclinic.org/patients/?page=cattails_2006_julaug_diskimage
3.การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเทียม (Artificial Disc Replacement)

          การผ่าตัดโดยวิธีนี้เป็นการเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเดิมที่เสื่อมหรือบาดเจ็บโดยใช้หมอนรองกระดูกเทียม มักจะทำกันที่คอเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกข้อถัดไปเสื่อมเร็วขึ้น เพราะแต่เดิม เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม ก็จะมีการผ่าออกและเชื่อมข้อไว้ด้วยกัน แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ข้อกระดูกชิ้นถัดไปต้องทำงานหนักกว่าเดิม และเสื่อมเร็วขึ้น
          แม้เทคนิคในการรับมือกับความผิดปกติของกระดูกสันหลังจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม จนเป็นที่มาของอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ นั่นคือ ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งภายหลังจากการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องออกกำลังเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังพร้อมกับปรับเปลี่ยนอิริยาบทให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อาการปวดกลับมาอีก

แหล่งข้อมูล
นพ.วิวัฒน์ ชวาลภาฤทธิ์ , 

รู้ทัน...อาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรัง, 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์
โรงพยาบาลไทยนครินทร์ 
http://www.komchadluek.net/detail/20120103/119264/รู้ทันอาการปวดหลังปวดคอเรื้อรัง.html

รูปประกอบจาก
http://www.fisho.com/blog/pig/blog.php?id=4811

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ยกของอย่างไร ไม่ให้ปวดหลัง โดยเภสัชกร อุทัย สขวิวัฒน์ศิิริกุล


ปวดหลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงนี้  โดยเฉพาะในยามที่ต้องแบกของยกหนีน้ำท่วมนี้ ปัญหานี้เป็นแล้วแย่เลยขยับร่างกายก้อไม่สะดวก ปวดแล้วก้อกังวลจะเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆอะไรมั้ย เสียตังค์ก้อเยอะในการรักษา เรามาเรียนรู้เพื่อป้องกันอาการปวดหลังที่อาจเกิดขึ้นจากเภสัชกรจะดีกว่ามั้ย
ทำไมจึงเกิดอาการปวดหลัง
เราหลายคนตอนหนุ่มสาวทำงานหนัก ยกของหนักแค่ไหน ก้อไม่เป็นไร แต่ทำไมยกของนิ้ดเดียวในวัยนี้ จึงเกิดอาการปวดหลังได้ จริงๆแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการอาการปวดหลัง ได้แก่ 
  1. ปัจจัยในตัวคนทำงานเอง ประกอบด้วย อายุ ความแข็งแรง ความทนทาน ความยืดหยุ่น ประสบการณ์ในการทำงาน และความเครียด ปัจจัยบางอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ บางปัจจัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุ 
  2. ปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นปัจจัยที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมได้ง่าย 
วิธีแรกที่จะลดความเสี่ยง ทำได้โดยการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมในการยกของหรือวัตถุ 
ยกของอย่างไร ปวดหลังถามหา
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เรายกของปุ้บ ปวดหลังปั้บ คือ 
  1. น้ำหนักของวัตถุที่จะยก ไม่ว่าเราจะยกในท่าทางใด เช่น หลังตรง งอเข่า งอสะโพก หรือยกแบบก้มหลัง ถ้าวัตถุที่ยกหนักเกินกำลัง ย่อมทำให้ปวดหลังได้ทั้งสิ้น 
  2. ระยะห่างของวัตถุกับลำตัวของ ยิ่งวัตถุอยู่ห่างจากลำตัวมากเท่าใด กล้ามเนื้อหลังจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อที่จะดึงลำตัวไม่ให้เสียสมดุลของร่างกาย เมื่อกล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก จะมีผลต่อแรงกดที่กระดูกและข้อต่อสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ 
  3. การยกวัตถุที่อยู่ต่ำกว่าระดับเข่าของผู้ยก หรือวางอยู่กับพื้นจะเป็นอันตรายต่อหลังได้ เพราะว่าเราต้องใช้แรงของกล้ามเนื้อมากในการยกวัตถุขึ้นเป็นระยะทางที่ยาว และต้องก้มหลังเพื่อที่จะยกของได้สะดวก 
  4. มือจับหรือตำแหน่ง ยึดวัตถุที่ไม่มั่นคง จะทำให้การยกวัตถุเป็นไปด้วยความยากลำบากและควบคุมไม่ได้ และยกของได้น้ำหนักน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 
  5. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ อุณหภูมิที่ร้อนเกินไป ความเครียดจากการทำงานที่เร่งรีบเกินไป การขาดการพักผ่อน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากการยกวัตถุได้ทั้งสิ้น วิธีการยกวัตถุที่ไม่เหมาะสม เช่น การยกแบบกระชากหรือกระตุกอย่างแรง เพื่อที่จะให้ได้น้ำหนักมากๆ หรือการยกที่มีการก้ม เอียง และบิดตัวพร้อมๆกัน มักจะทำให้ผู้ยกมีอาการบาดเจ็บของหลังได้เสมอๆ
ยกของอย่างไร จะได้ไม่เสี่ยงปวดหลัง
ปรับปรุงสภาพการทำงาน
เป็นวิธีการป้องกันอาการปวดหลังได้ดีที่สุด 
  • โดยการสำรวจน้ำหนักของวัตถุ ถ้า วัตถุที่จะยกมีน้ำหนักมากเกินไป ให้ใช้วิธีแบ่งน้ำหนักเป็นหลายส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ ให้ไปเรียกคนอื่นมาช่วยกันยก หรือใช้เครื่องมือช่วย 
  • จัดโต๊ะหรือจุดที่จะยกวัตถุไปวางให้ใกล้ตัวมากที่สุด เพื่อที่ขณะยกวัตถุไปวาง ระยะห่างจากวัตถุและลำตัวจะสั้นที่สุด 
  • จัดหาชั้น บันได เก้าอี้ หรือบล็อกที่มีความสูงเหนือเข่าไว้วางวัตถุที่มีน้ำหนักมาก เพื่อที่จะลดระยะทางของการยก 
  • ใช้กล่องที่มีมือจับที่มั่นคง ไปหาซื้อกล่องแบบมีหูจับมั่นคงมาใช้ เพื่อบรรจุของก่อนยก จะดีกว่ายกกล่องทั่วๆไปที่ไม่มีที่ยึดจับ
  • ปรับปรุงสภาพการทำงานอื่นๆ เช่น ปรับอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสม จัดตารางเวลาการทำงานไม่ให้เร่งรีบจนเกินไป และหมุนเวียนตำแหน่งเพื่อมิให้ทำงานซ้ำซาก เพื่อป้องกันอาการล้าจากการยก

วิธียกให้ถูกวิธี
- ทดสอบน้ำหนักวัตถุก่อนยก ถ้ารู้สึกว่าหนักเกินกำลังให้หาผู้ช่วย
- อย่ายกแบบกระตุกหรือกระชาก การยกแต่ละครั้งต้องควบคุมได้
- อย่าบิดหรือเอียงตัวในขณะยก ถ้าต้องการเปลี่ยนทิศทางการยก ให้หมุนทั้งตัวโดยการทำซ้าย-ขวาหันแบบทหาร
- ขณะยกให้วัตถุอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เพื่อลดแรงที่กระทำต่อกระดูกสันหลัง
- ถ้ามีความรู้สึกเมื่อล้าให้พักสักครู่
- ไม่จำเป็นต้องยกแบบหลังตรง งอเข่า งอสะโพกเสมอไป ปัจจัยอื่น เช่น การยกให้ถูกวิธี และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น น้ำหนักของวัตถุมีความสำคัญกว่า
- ออกกำลังด้วยการเดิน การวิ่ง หรือการว่ายน้ำ อย่างน้อย ๑๕ นาที ๓ ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้กล้ามเนื้อของหลังมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และทนทานมากขึ้น
จำไว้ว่าอย่ายกวัตถุหนักเกินกำลัง 
อย่ายกวัตถุหนักที่วางอยู่บนพื้น 
อย่าบิดหรือเอียงตัวขณะยก 
ยกวัตถุให้ชิดตัวมากที่สุด 
เหนื่อยหรือเมื่อยนักให้พักเสียก่อน 
ทำเช่นนี้ท่านจะปลอดจากอาการปวดหลังจากการยกได้ครับ
แหล่งข้อมูล

Back Pain after Lifting 

http://www.freemd.com/back-pain-after-lifting/overview.htm
Proper lifting techniques
http://www.mayoclinic.com/health/back-pain/LB00004_D
ยกอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง
http://men.mthai.com/content/5423


ภาพประกอบจาก
Posture_Proper_Lifting_Technique_L.jpg
http://www.smartdraw.com/examples/view/posture+proper+lifting+technique/

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปวดหลังอย่างไร ถึงต้องไปผ่าตัด?


มนุษย์เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ปวดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่พออายุมากขึ้นมักจะพบว่าปวดบ่อยและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาการปวดของแต่ละคนก็มีที่มาแตกต่างกัน

นายแพทย์พรภวิษญ์ ศรีภิรมย์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง กล่าวว่าอาการปวดหลังมีสาเหตุมาจากหลายกรณี ดังนี้

- ปวดหลังเล็กน้อยจากกล้ามเนื้อ อาการนี้เป็นได้ทั่วไป มาจากการยกของหนัก นั่งผิดท่า เป็นต้น
- ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกแตก
- ปวดหลังจากกระดูกงอกทับเส้นประสาท หรือช่องกระดูกสันหลังตีบ

กลุ่มที่มีอาการปวดแปลกๆ เช่น ตอนกลางวันเวลาทำงานไม่ปวด แต่นอนพักผ่อนเวลากลางคืนกลับปวด กลุ่มนี้ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะบ่งบอกถึงสัญญาณของโรคอันตราย เช่น มะเร็งกระดูก วัณโรคกระดูก เป็นต้น

กระดูกสันหลังเคลื่อน ไม่มั่นคง ทำให้มีอาการปวดเวลาขยับตัว

สังเกตอาการปวดหลังผิดปกติ

การแยกแยะด้วยตัวเองว่าอาการปวดหลังที่เป็นอยู่มาจากสาเหตุอะไรค่อนข้างยาก วิธีที่ดีที่สุดคือควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้รู้สาเหตุแน่ชัด หากพิจารณาในกลุ่มคนทำงาน หรือคนที่อายุไม่มาก อาการปวดหลังที่พบ มักมาจากสาเหตุหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตกทับเส้นประสาท เป็นที่มาของอาการปวดหลังร้าวลงขาที่ทุกข์ทรมานของคนวัยทำงานที่พบบ่อย อาการปวดผิดสังเกตในลักษณะนี้ เช่น ก้มลงไปยกของขึ้นมา ปวดเสียวร้าวลงขา ปวดจนต้องปล่อยของที่ถืออยู่ในมือ จนตัวจะทรุดลงไป อาการนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าหมอนรองกระดูกแตก

โดยปกติลักษณะทางกายภาพหมอนรองกระดูกจะไม่ทนต่อแรงบิด สังเกตได้จากการยกของหนักในแนวตรงจะไม่ค่อยพบอาการปวดหลังผิดปกติ แต่เมื่อใดที่เอี้ยวตัวไปหยิบของ บางครั้งพบอาการปวดหลังร้าวลงขากะทันหัน นั่นคืออาการหมอนรองกระดูกแตกแล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาทได้ เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคปวดหลังอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการบิดตัว หรือเอี้ยวตัวยกของ

หมอนรองกระดูกจะมีลักษณะเป็นแผ่น(ถุง หรือ capsule) ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะคล้ายเจลเหนียวๆ แต่ถ้าแตกหรือชำรุดเสียหาย เจลที่เคลื่อนออกมาภายนอกจะแข็งขึ้น หากไปโดนเส้นประสาทเส้นใดเส้นหนึ่งที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ จะทำให้ระบบนั้นผิดปกติไป

นายแพทย์พรภวิษญ์ เปรียบเทียบระบบเส้นประสาทของมนุษย์ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ระบบเส้นประสาทก็เหมือนสายไฟ ต้นทางคือโรงไฟฟ้า ส่งต่อมาที่สายส่งกำลังแรงสูง ปากซอยจะมีหม้อแปลงไฟฟ้า มาจนถึงหน้าบ้านมีมิเตอร์ไฟฟ้า ลักษณะการบาดเจ็บต่อระบบประสาทในแต่ละจุดอาจเปรียบได้กับการระเบิดของจุดจำหน่ายไฟแต่ละจุด เช่น การระเบิดของโรงไฟฟ้า ก็จะทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง เปรียบได้กับคอหรือสมองของมนุษย์บาดเจ็บทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัวได้ หรือหม้อแปลงระเบิดทำให้ไฟฟ้าดับทั้งซอย เปรียบได้กับการเป็นอัมพาตทั้งขาหรือระดับเอวลงไป ในกรณีของหมอนรองกระดูกชำรุดเสียหาย เปรียบได้กับมิเตอร์หน้าบ้าน ถ้าไฟดับก็ดับเฉพาะในบ้าน เหมือนกับอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน ที่อาจทำให้มีอาการกระดกนิ้วเท้าไม่ขึ้น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินลำบาก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต เป็นต้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าหมอนรองกระดูกเสียหายมากน้อยแค่ไหน

เบื้องต้นแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไปก่อน อย่างไรก็ตามการตรวจโดยดูจากการเอกซเรย์อย่างเดียวจะมองไม่เห็นละเอียดไปถึงหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดต้องตรวจด้วยการทำ MRI Scan จึงจะเห็นพยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกที่แตก ว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่

วิวัฒนาการผ่าตัดหลังรักษาหมอนรองกระดูกเคลื่อน

- วิธีมาตรฐาน ในยุคแรกจะผ่าหลังแบบเปิดแผลลงไปตรงๆ เปิดกล้ามเนื้อหลังออกเป็นช่อง และจำเป็นต้องตัดกระดูกบางส่วนเพื่อจะเข้าถึงหมอนรองกระดูกที่อยู่ด้านหลังกระดูกสันหลังได้ วิธีนี้มีข้อจำกัดคือ ประการแรกทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ประการที่สองจำเป็นต้องสูญเสียกระดูกบางส่วน และหลังจากผ่าตัดแล้วจะทำให้ผู้ป่วยปวดหลังต่ออีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังจากการผ่าตัด

- การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ ศัลยแพทย์จะมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ในการผ่าตัด เพื่อขยายภาพให้ชัดเจนขึ้น ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อลดลง แต่ยังคงต้องตัดกระดูกบางส่วนออกอยู่ดี

- การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคป วิธีนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของการผ่าตัดแบบมาตรฐาน โดยศัลยแพทย์จะเจาะรูเพื่อสอดกล้องเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเลนส์กล้องจะติดอยู่ตรงส่วนปลายของสาย ทำให้เห็นภาพพยาธิสภาพภายในได้ชัดเจน ส่วนการนำเศษหมอนรองกระดูกที่แตกออก ทำได้โดยการสอดเครื่องมือผ่านสายกล้องเข้าไป เพื่อนำเครื่องมือเข้าไปดึงหมอนรองกระดูกที่แตกออกผ่านสายกล้อง โดยไม่ต้องเจาะแผลเพิ่ม และไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ ใช้แค่ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นในขณะทำผ่าตัดผู้ป่วยจะรู้สึกตัว และสามารถบอกแพทย์ได้เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติ หรือเมื่อแพทย์นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกมา ผู้ป่วยก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าหายปวด ความปลอดภัยจึงมีมากขึ้น ระยะเวลาในการพักฟื้นสั้นลง นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลแค่ 1 คืนเท่านั้น

ข้อจำกัดของคนที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีเอนโดสโคป

กรณีที่มีกระดูกงอกมาก จนช่องสำหรับสอดเครื่องมือตีบแคบมาก จะทำให้ไม่สามารถสอดเครื่องมือเข้าไปได้

หมอนรองกระดูกแตก แล้วเคลื่อนไปอยู่ที่อื่น อาจต้องพิจารณาใช้วิธีอื่นในการผ่าตัด

ความแม่นยำของวิธีเอนโดสโคป

สำหรับศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญ วิธีนี้นับว่ามีความแม่นยำมากกว่าวิธีมาตรฐาน เพราะกล้องที่สอดเข้าไป สามารถส่องให้เห็นพยาธิสภาพภายในได้อย่างชัดเจน สามารถขยาย โฟกัสได้ สามารถมองเห็นชัดถึงเส้นประสาทนั้นๆ ช่วยหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทได้ดีกว่าการเปิดแผลปกติ ที่สำคัญไม่ต้องตัดกระดูกออก

โอกาสกลับเป็นซ้ำ

ในการผ่าตัดนำหมอนรองกระดูกที่แตกออก จะไม่นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกทั้งหมด เพราะต้องคงหมอนรองกระดูกไว้เพื่อให้สามารถทำหน้าที่รองรับข้อกระดูกสันหลังได้ และส่วนที่ยังไม่ชำรุดก็คงสภาพไว้เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นหลังผ่าตัดหากกลับไปใช้งานหลังในลักษณะหนักเหมือนเดิม ก็มีโอกาสที่จะแตกซ้ำที่เดิมได้ สำหรับอัตราการกลับเป็นซ้ำในคนที่ผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคปมีร้อยละ 4 แต่เมื่อเป็นซ้ำก็สามารถกลับมาผ่าตรงที่เดิมได้อีก แต่ถ้าผ่าด้วยวิธีมาตรฐานจะมีโอกาสเป็นซ้ำมากกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 5-10 เนื่องจากแผลสำหรับการผ่าตัดมาตรฐานจำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่กว่า ดังนั้นการบาดเจ็บจึงมีมากกว่า

หมอนรองกระดูกเคลื่อนไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

สำหรับคนที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตก แล้วไม่ทำการรักษาเลย จากการศึกษาส่วนใหญ่จะมีอาการแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้

- 1 เดือน ผู้ป่วยจะปวดมาก ลุกไม่ได้
- 3 เดือน มีอาการปวด พอทนไหว แต่ไม่สามารถทำงานได้
- 3 ปี ปวดเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ทรมานอยู่อย่างนั้นจนกว่าร่างกายจะสามารถปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้

กลุ่มที่ตัดสินใจเข้ารับการรักษาส่วนใหญ่มาจาก 2 กรณี คือ

ไม่ต้องการทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บปวด จนทำให้ไม่สามารถทำงานหรือกิจวัตรประจำวันได้ ก็ควรเข้ารับการรักษา

จำเป็นต้องรักษา เช่น หมอนรองกระดูกแตกและเคลื่อนออกมาทับเส้นประสาทที่ควบคุมระบบขับถ่าย ทำให้กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ หรือสังเกตว่าร่างกายเริ่มแนวโน้มของอาการอ่อนแรง เช่น กระดกนิ้วเท้าหรือข้อเท้าขึ้นไม่ได้
แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการผ่าตัดที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไป เพียงแค่ฉีดยาชาก็ผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตาม การดูแลและถนอมการใช้งานสุขภาพหลังของตัวเองให้ดี โดยไม่ต้องมาผ่าตัด นับเป็นวิธีที่ดีที่สุด


แหล่งข้อมูล 

ผ่าตัดหลัง เรื่องเล็กจริงหรือ? - ข่าวไทยรัฐออนไลน์,ศูนย์กระดูกสันหลัง


รูปประกอบจาก 
http://www.thaitravelhealth.com/blog/wp-content/uploads/2010/11/Endoscopic-Surgery.jpg

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

ปวดหลัง กินยาอะไรดี โดยเภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

มีซองคำถามมา จากคุณแจน คุณแม่ลูกสามว่า ดิฉันมีอาการปวดหลังอย่างมาก โดยเฉพาะแผ่นหลังร้าวจนไปถึงก้นกบ จากการไปยกกระถางต้นไม้มาค่ะ ตอนเช้าๆลุกจากเตียง ต้องค่อยขยับ จึงค่อยๆดีขึ้น ตอนแรกๆที่คนสนิทที่บ้านบอกว่าไม่ต้องไปหาหมอหรอก แค่ไปนวดแผนโบราณก้อหายแล้ว แต่กลับแย่ลงไปใหญ่ ตอนนี้เวลาเดินต้องค่อยๆย่องเหมือนแมวเดิน
"ดิฉันกังวลว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก จึงไปหาหมอ และได้รับยา Arcoxia และ Norgesic มา จึงมาถามว่ายาทั้งคู่โอไหม ตัวแรกจะมีปัญหาเกี่ยวกับตับหรือไม่ถ้ากินไปนานๆ พี่สาวเขาก้อเป็นโรคนี้เหมือนกัน เขาได้ให้ยา Voltaren และ Norgesic มาอีก บอกว่าได้ผลดีกินประจำ เลยฝากถามเพิ่มว่ายา Voltaren และ Arcoxia นี้ทานร่วมกันได้ไหม?"  

ต้นเหตุอาการปวดหลัง
ก่อนตอบเรื่องยา ต้องมาทำความเข้าใจเรื่องอาการปวดหลังกันก่อน ถ้ามีอาการตั้งแต่ระดับคอลงไปถึงก้นกบ มีต้นเหตุที่พบได้คือ
·         ปวดกล้ามเนื้อและเอ็น (fibromuscular) คนไข้มักมีอาการปวด เมื่อย เคล็ด ขัด ยอก
·         อาการปวดโคนเส้นประสาทโดนกด (radiculopathy) มีอาการปวดร้าว แปล๊บๆ หรือชา หรือปลายมือเท้าอ่อนแรงร่วมดัวย
·         อาการปวดที่แกนประสาทสันหลังโดนกด (myelopathy) มีอาการกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่ และหลายเหตุอื่นๆ ซึ่งเป็นที่อื่นไม่เกี่ยวกับระบบกระดูกสันหลัง เช่นมะเร็งแพร่กระจายมา เป็นฝีวัณโรคแถวกระดูกหลัง อักเสบติดเชื้อ เป็นต้น
ต่อไป ยาทั้งหมดที่ได้รับมาทั้งหมด เป็นกลุ่มยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด บวมจากภาวะอักเสบของข้อ เช่น ไขข้อกระดูกอักเสบ (osteoarthritis) ไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) และ โรคเกาต์ และเพื่อบรรเทาอาการปวดจากสาเหตุอื่นๆ 

Arcoxia® เป็นยาอะไร
Arcoxia ที่คุณแม่ได้รับมามีตัวยาสามัญชื่อ etoricoxib ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม non-steroidal anti-inflammatory drug (NSAID) ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบไปหยุดการทำงานของเอนไซม์ cyclo-oxygenase ในร่างกายเรา  เอนไซม์นี้มีหน้าที่ผลิต Prostaglandins ที่สร้างขึ้น เมื่อมีการบาดเจ็บ หรือโรคบางอย่าง Prostaglandins จะเกิดในร่างกายเราทำให้รู้สึก ปวด (pain) บวม (swelling)และ อาการอักเสบ (inflammation) Arcoxia จึงให้ผลในการระงับอาการปวด และอักเสบในที่สุด เราจึงนำมาใช้ในการรักษาอาการปวดจากโรคข้อเสื่อม โรคข้อกระดูกอักเสบ (osteoarthritis) Acute เกาต์ และโรคข้ออักเสบรูมาตอยส์
วิธีใช้เพื่อรักษาอาการปวดและอักเสบแบบเฉียบพลัน แนะนำให้เริ่มใช้ที่ขนาดต่ำก่อนคือ 60 mg. ต่อวัน. หากอาการไม่ดีขึ้น ในวันต่อไปอาจเพิ่มขนาดเป็น 90 และ 120 mg. ตามลำดับ ควรกินยาพร้อมอาหาร หรือไม่แนะนำให้กินตอนท้องว่าง เดี๋ยวจะอธิบายต่อไปครับ
ข้อดีของมันก้อคือออกฤทธิ์ใน 24 นาที และระงับอาการปวดและอักเสบได้นานกว่า 24 ชม.อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้กิน Arcoxia ในขนาดสูง เช่น 3 เม็ดใน 1 วัน ถือว่า เกินขนาด และเสี่ยงต่ออาการข้างเคียง เช่น ด้านหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น และต่อไตที่ต้องเหนื่อยต่อการขับยาส่วนเกินออกจากร่างกาย
ผลข้างเคียงต่อตับของยา Arcoxia
ความจริงแล้ว ผลข้างเคียงที่มีรายงานจากผู้ป่วยมากที่สุดของยากลุ่ม NSAIDs ทุกชนิดคือระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ยากลุ่มนี้ยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต และอาจทำให้ตับอักเสบ ทำให้หน้าที่ของเกล็ดเลือดผิดปกติไป อาการแพ้ ผื่นคัน รวมทั้งอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง คือ ง่วงนอน มึน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ซึมเศร้า สับสน และได้ยินเสียงแว่วในหู
การใช้ยาแต่ละชนิดมักขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และเภสัชกร ประวัติของการใช้ยานั้นๆ ราคาหรือความชอบของผู้ป่วย ผลข้างเคียง และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยเอง ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ NSAIDs หรือ Arcoxia หากคุณมีปัญหาเรื่องตับมาก่อน อย่างไรก็ต้องระวังครับ

ถามว่าถ้าเอายา Voltaren ของพี่สาวมากินร่วมกับ Arcoxia ได้ไหม
มันเป็นยาพวกเดียวกันออกฤทธิ์ต้านการอักเสบเหมือนกัน เราจึงไม่จำเป็นต้องกินร่วมกัน แต่อย่างใดแค่ตัวใดตัวหนึ่งก้อให้ผลการรักษาดีอยุ่แล้ว
ทั้งคู่เป็นยาแก้อักเสบในกลุ่ม NSAID กลไกการออกฤทธิ์ของ แต่ Arcoxia เป็นยาใหม่กว่าที่มีความเจาะจงต่อเอ็นไซม์ที่ลดการอักเสบ (COX-2) มากกว่า และไม่ไปกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ทำให้เลือดออกในกระเพาะง่ายและระบบความดันโลหิต (COX-1) จึงทำให้มีโอกาสเลือดออกในกระเพาะน้อยกว่า รวมไปทั้งลดความเสี่ยงในเรื่องการบวมน้ำและความดันได้ดีกว่า เราจึงเลือกใช้ในผู้ป่วยมีปัญหาโรคกระเพาะ หรือที่ต้องกินยานานๆ รวมไปทังคนไข้ที่มีความเสี่ยงระบบหลอดเลือดหัวใจและความดัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย 100% เรายังแนะนำให้กินยานี้หลังอาหารอยู่เสมอ และหมั่นตรวจอาการของหัวใจและความดัน รวมไปถึงระบบไตที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงและสูงอายุ

Norgesic ใช้เพื่อคลายปวดจากกล้ามเนื้อเท่านั้น
Norgesic มีส่วนประกอบของ Paracetamol 450 mg และ Orphenadrine 35 mg เป็นยาเม็ดผสมระหว่างยาคลายกล้ามเนื้อ (orphenadrine) กับยาแก้ปวดพาราเซ็ตตามอลที่คุณรุ้จักกันดีในการนำมาใช้บรรเทาอาการปวดเท่านั้น ทำไมจึงต้องใช้ ก้อเพื่อใช้คลายกล้ามเนื้อในการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณแผ่นหลังนั้น สามารถให้ร่วมกับ Arcoxia ได้ร่วมกัน พออาการกล้ามเนื้อคลายก้อสามารถหยุดให้ได้ เนื่องจากมีส่วนประกอบของ Paracetamol ใช้ยา Norgesic ติดต่อกันนานจะทำอันตรายต่อตับมาก จึงไม่ควรใช้ยาตัวนี้ติดต่อกันนานๆ ข้อควรระวังในการใช้ระยะเวลาสั้นๆ คือคนไข้บางคนอาจจะง่วงบ้าง
ข้อแนะนำในการใช้ยาNSAIDs
ขอแถมหลักการเลือกใช้ยาในกลุ่มนี้อย่างปลอดภัย ดังนี้ครับ
·         ไม่แนะนำให้ใช้ยาร่วมกันมากกว่า 1 ตัวเพราะ ไม่เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดีขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับไปทำให้ผลข้างเคียงเพิ่มมากขึ้นได้อีก
·         ให้เลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่ง และในขนาดต่ำที่สุด ที่ได้ผลควบคุมอาการได้ เพื่อที่จะได้ช่วยลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น
·         ในผู้ป่วยที่เป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ควรให้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป อย่าเปลี่ยนยาเร็วเกินไป
·         หลีกเลี่ยงการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น เป็นเดือนๆ หรือเป็นปี
·         ควรหลีกเลี่ยง ในผู้ป่วยที่มีโรคบางอย่าง เช่น มี แผลในกระเพาะอาหาร หอบหืด ภาวะเลือดออกง่ายหรือผู้สูงอายุ แต่ถ้าจำเป็น ควรเลือกใช้ยาที่มีผลข้างเคียงน้อย หรือยาที่มีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้นๆ สอบถามจากเภสัชกรได้เลยครับ
·         ยาใหม่ทุกตัว เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันความปลอดภัย ในหญิงตั้งครรภ์ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรใช้ โดยเฉพาะ ในระยะไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ( ช่วงอายุครรภ์ ๖ – ๙ เดือน )
·         ยาบางตัวจะถูกขับออกมาในน้ำนมได้ มีผลทำให้เกิดผลข้างเคียงในเด็กได้เช่นเดียวกับในผู้ใหญ่
แหล่งข้อมูล
·         เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 30 กย. 2554
ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น ผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ
การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ของผู้เขียนได้โดยตรง
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทางสาธารณสุข รวมทั้งเภสัชกรใจดี ที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ 
·         Arcoxia, Merck Sharp & Dohme Corp., http://www.arcoxia.ae/secure/pharmaco/pharma_mechanism_of_action.html
·         Arcoxia & Etoricoxib , Healthkplus , http://sites.google.com/site/healthkplus/Home/arcoxia-etoricoxib
·         Bingham CO, Debba AI, Rubin BR, Ruoff GE, Kremer J, Bird S et al.Efficacy and safety of etoricoxib 30 mg and celecoxib 200 mg in the treatment of osteoarthritis in two identically designed, in the treatment of osteoarthritis in two identically designed, randomized, placebo-controlled, non-inferiority studies.Rheumatology: 2006:496-527
·         นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด )
NONSTEROIDAL ANTI-INFLAMMATORY DRUGS [ NSAIDs ]
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54
·         ธานี เมฆะสุวรรณดิษฐ์.ตำราเภสัชบำบัด textbook of pharmacotherapy.  โฮลิสติก พับลิชชิ่ง จำกัด;กรุงเทพมหานคร : 2550
·         ภาพประกอบจาก http://www.kalyanamitra.org/board/uploads/monthly_08_2007/post-280-1187071866.jpg และ http://www.mims.com/resources/drugs/Thailand/packshot/Norgesic%20PPS_mpg11_TH.jpg