แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคน้ำท่วม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคน้ำท่วม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โรคผิวหนังจากเชื้อรา กลากและเกลื้อนต่างกันอย่างไร โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

หากบ้านของเราจมน้ำมากกว่า 2 วัน แล้วมีเชื้อราฝังอยู่ตามของใช้ เครื่องเรือน แล้วเราล้างออกทำความสะอาดได้ไม่หมด พอเราเข้าบ้านแล้วไปสัมผัสติดเชื้อราเข้าให้แล้วหล่ะก้อมา โรคผิวหนังจากเชื้อราที่เกิดได้บ่อยก้อคือโรคกลากและโรคเกลื้อน  หากเราไปติดมาแล้วมีอาการคันคะเยอ เกาไปมาจนผิวแตกแล้ว ก้อยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไรกันแน่ เรามารู้จักกันหน่อนดีไหมว่า กลากหรือเกลื้อนต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้ไปรักษาได้ถูกต้องต่อไป

เชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนัง มีอยู่หลายตระกูล
ได้เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเจ้าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังต่างๆนั้น มีอยู่หลายชนิด ทำให้มีอาการของโรคต่างๆกันไปแล้วแต่สายพันธุ์และตำแหน่งแห่งที่ของการเกิดติดเชื้อ แต่ในบ้านเราโรคเชื้อราที่ชาวบ้านอย่างเราๆเป็นกันได้บ่อย ได้แก่ กลากและเกลื้อนนั่นยังไงครับ

มารู้จักกลากกันก่อน

กลาก หรือที่ชาวบ้านฝรั่งเรียกว่า ring worm หรือ tinea นั้น เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ ซึ่งชอบมาเกาะและเจริญเติบโตอยู่ในผิวหนังชั้นนอกสุด รวมทั้งเส้นผมและเล็บ โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย (ซึ่งต่างจากเกลื้อนซึ่งติดต่อได้ยากกว่า) โดยการที่คุณไปสัมผัสกับคนที่เป็นโรคนี้อยู่แล้วโดยตรง หรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นอยู่ หลายท่านก็อาจติดมาจากเครื่องมือทำผมที่ปนเปื้อนเชื้อราจากร้านตัดผม หรือร้านเสริมสวย ในเด็กเล็กๆอาจติดมาจากการคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว หรืออาจติดมาจากเพื่อนๆจาก สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนก็ได้

โรคกลากนี้ไม่เลือกเพศและวัย มีโอกาสเป็นได้เท่ากันหมด แต่ถ้าหากคุณๆมีเหงื่อออกมาก ผิวหนังอับชื้นง่าย หรือคุณๆที่มีภูมิต้านทานไม่ดีเช่นเป็นเบาหวานหรือรับประทานยากดภูมิอยู่ก็จะมีโอกาสเป็นได้มากขึ้น

ตำแหน่งที่โรคกลากเกิดได้นี้ อาจขึ้นตามผิวหนังได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น คอ ลำตัว แขนขา ศีรษะ เล็บ เป็นต้น ถ้ามันไปเกาะที่ขาหนีบหรือก้นรวมทั้งอวัยวะเพศ จะเรียกว่า สังคัง ซึ่งพบมากในคนที่มีเหงื่ออับชื้นในบริเวณนี้ ถ้าโรคกลากไปขึ้นที่ เท้า ง่ามนิ้วเท้า นิยมเรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า พบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายมักใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ทำให้อับชื้น นอกจากนี้ยังพบในคนที่ย่ำน้ำเท้าเปียกบ่อยๆ

อาการของโรคนี้ที่ชัดเจนก็คือ เริ่มแรกมักเกิดเป็นตุ่มขนาดเล็กๆ แล้วจะขยายตัวกลายเป็นผื่นสีแดงเข้มขึ้นที่มีวงรอบกว้างขึ้นเรื่อยๆ บริเวณขอบๆของวงแหวนมักจะนูนหนาเป็นขอบสูง ในขณะที่ผิวหนังตรงกลางจะบุ๋มลงไปหรือเป็นผิวปกติ โรคกลากนี้ถ้าไม่ได้รักษาที่ถูกต้อง มักจะเป็นเรื้อรังและลุกลามขยายไปทั่วร่าง เป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ในรายที่เป็นกลากขึ้นที่ศีรษะ ถ้าหากปล่อยให้เป็นมาก ก็อาจทำให้หนังศีรษะติดเชื้อราอักเสบจนกระทั่งหนังศรีษะลุกลามเป็นแผลมีหนอง ผมจะร่วงเป็นหย่อมๆอย่างถาวรได้เนื่องมาจากปลายรากผมถูกทำลายไปได้ ส่วนถ้ากลากไปขึ้นที่เล็บ ก็อาจทำให้เล็บเปลี่ยนสี ผุกร่อนไปพร้อมๆกันทั้งมือไปก็ได้

แล้วเกลื้อนล่ะ
เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคเกลื้อนเป็นคนละชนิดกับกลาก เชื้อนี้ชอบบริโภคไขมันที่อยู่บริเวณผิวหนังจึงพบเกลื้อนนี้ได้บ่อยในผิวหนังที่มีไขมันอยู่เยอะๆและมีความชื้นของเหงื่อ เช่น แก้ม ซอกคอ หน้าอก แผ่นหลัง สะเอว

อาการของโรคจะต่างจากกลากคือ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นดวงเล็กๆ เป็นสีขาว สีแดง หรือน้ำตาล มักไม่มีค่อยมีอาการคันเหมือนกลาก คนไข้จึงไม่ค่อยรีบเข้ารับการรักษา พอปล่อยทิ้งไว้ เจ้าดวงเล็กๆดังกล่าวก็จะขยายตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้น กระจายเต็มไปทั่วผิวหนังเต็มไปหมด ระยะนี้คนไข้มักจะโดนทักจากเพื่อนๆว่า ทำไมมีรอยด่างๆเต็มแก้ม รอบคอไปหมด จึงจะค่อยไปพบแพทย์

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกลากหรือเกลื้อน
เมื่อคุณไปพบแพทย์ อาจจะขูดเอาผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคอย่างบางๆ เพื่อไปส่องกล้องพิสูจน์ดูว่าเป็นเชื้อราสายพันธุ์กลากหรือ

ตอนต่อไป จะเป็นการตรวจเพื่อนำไปสู่การรักษาเพื่อให้หายขาด หากคุณๆอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโรคนี้ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากเภสัชกรใจดีที่ร้านยาหรือที่โรงพยาบาลได้เลยครับ พวกเราเภสัชกรยินดีและเต็มใจรับใช้พี่น้องครับ

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กำจัดเชื้อราในบ้านหลังน้ำลดอย่างง่ายๆ และได้ผล โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

หลังจากผ่านมหาอุทกภัยไปแล้ว เมื่อเรากลับไปบ้าน น้ำที่ท่วมขังอยู่นาน นอกจากจะก่อให้เกิดความสกปรกอยุ่แล้ว ปัญหาต่อเนื่องที่ตามมาก้อคือ "เชื้อรา" ที่อาจเติบโตมาจากเชื้อที่แพร่มากับมวลน้ำ หรือบ่มเพาะเองมา จากความชื้นที่เป็นปัจจัยทำให้เชื้อรากลายเป็นเชื้อร้ายเติบโตมาเกาะกินเฟอร์นิเจอร์ 
เชื้อนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเท่านั้น อาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้าน โดยเฉพาะลูกรักของเราที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้ หรือโรคในระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ของเราที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งอาจแพ้และไวต่อการติดเชื้อรา ดังนั้น มารุ้จักวิธีง่ายๆในการดูแลเพื่อป้องกันและกำจัดปัญหาเชื้อรา อย่างได้ผลและปลอดภัยกันดีกว่า 

การแก้ไขปัญหาเชื้อราในบ้าน
  • เตรียมตัวให้พร้อม
    1. วันที่กลับไปดูบ้านหลังจากน้ำท่วม ไม่ควรให้คนในบ้านที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคในระบบทางเดินหายใจ เด็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ กลับเข้าบ้านจนกว่าจะทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย
    2. แต่งกายให้รัดกุมโดยการสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมถุงมือยาง รองเท้ายาง เอี๊ยมกันน้ำ หมวกคลุมผม แว่นตา และหน้ากาก
    3. สำหรับแว่นตาควรเลือกแบบที่แนบสนิทกับใบหน้าและไม่มีรูระบายอากาศ ในบริเวณที่พบเชื้อราควรใช้หน้ากากชนิด N-95 ที่มีขนาดเหมาะสมกับใบหน้า เพื่อป้องกันการสูดดมเอาเชื้อโรคและเชื้อราเข้าไป (สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาและเวชภัณฑ์) ทั้งนี้หน้ากากกันฝุ่นและผ้าเช็ดหน้าไม่สามารถกันเชื้อราได้ เนื่องจากสปอร์ของเชื้อรามีขนาดเล็กมาก
    4. เปิดหน้าต่าง ประตูเพื่อระบายอากาศและความชื้นให้ออกไปจากตัวบ้านอย่างน้อย 30 นาทีก่อนเข้าไปในตัวบ้าน และควรเปิดหน้าต่าง ประตูบ้านให้อากาศถ่ายเทสะดวกระหว่างทำความสะอาดบ้าน

  • เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด 
    1. เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด ได้แก่ แปรงขัด น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ อาจซื้อแบบสำเร็จรูป หรือสามารถทำได้เองง่ายๆ
    2. น้ำยาฆ่าเชื้อราที่สามารถทำได้เอง ได้แก่
      • น้ำส้มสายชู ของแท้ที่ได้ผสมอะไรมาก่อนนะครับ เราสามารถนำมาเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อราอย่างอ่อน สามารถฆ่าเชื้อราได้ประมาณ 80% แต่ไม่สามารถฆ่าสปอร์ได้ จะเลือกใช้ชนิดหมักหรือกลั่นก็ได้ ควรมีความเข้มข้นอย่างน้อย 7% อาจฉีดพ่นทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วเช็ดออก ควรระวังในการกระเด็นเข้าตา เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน
      • ผลิตภัณฑ์ฟอกขาวที่มีส่วนผสมของสารประกอบคลอรีน หรือชื่อทางเคมีว่า sodium hypochlorite เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อราชนิดเข้มข้น เราสามารถหาซื้อได้ง่าย ก้อหลายยี่ห้อที่มีขายน่านแหละครับ ดูๆสูตรว่ามีเจ้าตัวนี้อยุ่ น้ำยาฟอกขาว Sodium Hypochlorite ที่ซื้อมาใช้ ข้างขวดจะบอกความเข้มข้มต่างกันไป ยกตัวอย่าง ไฮเตอร์ขวดฟ้า-ชมพู จะมีความเข้มข้น 6.25% ถ้าจะเตรียมไว้ใช้ฆ่าเชื้อราอย่างง่ายๆ คือ ตวงน้ำยาจากขวดไฮเตอร์ 1 ฝา (ใช้ฝาอะไรก็ได้ตวง) ใส่ถังไว้ แล้วตวงน้ำประปา 9 ฝา จะได้ Sodium Hypochlorite 0.625% ก้อเพียงพอต่อการไปใช้แล้ว แต่ทุกครั้ง ก่อนใช้ ให้ผสมใหม่ทุกครั้งก่อนใช้งานเท่า เนื่องจากสารละลายดังกล่าวพอผสมแล้ว ไม่ได้ใช้ มันจะเสื่อมสภาพได้เร็ว 
                  ข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกขาว
      1. ห้ามผสมผลิตภัณฑ์ฟอกขาวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากทำให้เกิดก๊าซที่เป็นอันตรายและเป็นพิษ
      2. ขณะทำความสะอาดควรเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท เนื่องจากผลิตภัณฑ์ฟอกขาวอาจทำให้ระคายเคืองเยื่อบุตาและทางเดินหายใจได้
      3. ผู้ทำความสะอาดจะต้องสวมหน้ากากอนามัย N95 ถุงมือ รองเท้าบูท และแว่นตาป้องกันตลอดเวลา
      4. อ่านฉลากทุกครั้งก่อนใช้ ห้ามสัมผัสกับผลิตภัณฑ์โดยตรง และเก็บผลิตภัณฑ์ให้พ้นมือเด็ก
    • สำรวจบ้าน
      1. สังเกตบริเวณที่น้ำท่วมว่ามีเชื้อราเกิดขึ้นที่บริเวณใดบ้าง โดยเฉพาะในห้องใต้ดิน ห้องครัว และห้องน้ำ รวมถึงเพดาน กำแพง พื้น ขอบหน้าต่าง ท่อน้ำที่มีการรั่วซึม ใต้พรม ใต้-หลังเฟอร์นิเจอร์ หรือใต้วอลเปเปอร์
      2. การสังเกตเชื้อราอาจใช้การดูด้วยตาเปล่า หรือใช้การดมกลิ่น ซึ่งจะได้กลิ่นเหม็นอับทึบหรือเหม็นคล้ายกลิ่นดิน
    • ทิ้งสิ่งของที่พบเชื้อราและไม่สามารถทำความสะอาดได้
      1. อย่าเสียดายไปเลยครับ เก็บไว้ก้อใช้งานไม่ได้ ซ้ำร้ายจะก่อให้เกิดโรคร้ายแพร่ต่อเราได้อีกด้วย หากมีของใช้และของแต่งบ้านที่เปียกน้ำเกิน 48 ชั่วโมง โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุนและสิ่งของซึ่งยากต่อการทำความสะอาดหรือทำให้แห้ง ไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมด เช่น พรม ที่นอน เบาะผ้า วอลเปเปอร์ ผลิตภัณฑ์หนัง กระดาษ ไม้ หมอน ตุ๊กตายัดไส้ ควรทิ้งไปโดยใส่ถุงพลาสติกและมัดให้แน่นเพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อรา
      2. สำหรับวอลเปเปอร์และผนังที่ขึ้นราควรลอกออกให้หมด และทำความสะอาดด้วยแปรงแข็งและน้ำยาฆ่าเชื้อ ไม่ควรติดวอลเปเปอร์หรือทาสีทับลงไป เพราะจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและมีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้
    • ทำความสะอาดและกำจัดเชื้อรา
      1. ทำความสะอาดพื้น ผนัง เพดาน และสิ่งของที่ปนเปื้อนด้วยน้ำและสบู่หรือน้ำยาล้างจาน ขัดให้คราบสกปรกหลุดออกให้หมด
      2. กำจัดเชื้อราที่อยู่ตามพื้นผิวที่แข็ง เช่น พื้นห้อง เตา อ่างล้างจาน ของเล่นเด็ก เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร จาน พื้นโต๊ะ และอุปกรณ์อื่นๆ โดยทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฟอกขาว 1 ถ้วย (240 มล.) เจือจางกับน้ำสะอาด 1 แกลลอน (3.8 ลิตร) ถ้าพื้นผิวมีความหยาบให้ใช้แปรงแข็งๆ ขัดทำความสะอาด แล้วจึงล้างพื้นผิวนั้นด้วยน้ำสะอาด 
      3. ถ้าพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาดแห้งและเห็นเป็นราขึ้นฟู ควรเช็ดด้วยกระดาษชำระเนื้อเหนียว พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย หากใช้ผ้าแห้งหรือกระดาษแห้งๆ เช็ดอาจทำให้สปอร์ของราฟุ้งกระจายมากขึ้น วิธีเช็ดควรเช็ดไปในทิศทางเดียว เช่น บนลงล่าง หรือซ้ายไปขวา แล้วทิ้งกระดาษไป ห้ามเช็ดย้อนไปมา เพราะจะทำให้บริเวณที่เช็ดราออกไปแล้วปนเปื้อนราได้อีก จากนั้นเช็ดด้วยน้ำสบู่
      4. สำหรับเสื้อผ้าหรือสิ่งของที่ทำด้วยผ้า เช่น ผ้าม่าน ผ้าห่ม เมื่อซักทำความสะอาดแล้วให้นำมาต้มฆ่าเชื้อ และตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้
      5. ระหว่างทำความสะอาดให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อช่วยระบายอากาศห้ามเปิดแอร์หรือพัดลมเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อรา
    • ทำให้แห้งและควบคุมความชื้น
      1. หลังจากทำความสะอาดและกำจัดเชื้อราแล้ว ให้ใช้พัดลมเป่าในบ้านและอุปกรณ์ต่างๆ ให้แห้งสนิท
      2. หากมีการรั่วซึมของน้ำภายในบ้าน เช่น หลังคา ผนัง ต้องรีบแก้ไข เพราะความชื้นเป็นสาเหตุสำคัญของการเจริญเติบโตของเชื้อรา
      3. เฝ้าระวังไม่ให้ภายในบ้านอับชื้น โดยความชื้นที่มักไม่เกิดเชื้อราคือที่ระดับความชื้น 40-60% คอยตรวจสอบบริเวณที่เคยพบเชื้อราและบริเวณที่อับชื้นไม่ให้เกิดเชื้อราขึ้นอีก
    ข้อควรระวังในการกำจัดเชื้อรา
      1. แต่งกายรัดกุม สวมชุดทำความสะอาดที่เตรียมไว้
      2. เปิดหน้าต่างและประตูบ้านให้มีลมและแดดถ่ายเทได้สะดวก
      3. แยกซักเสื้อผ้าที่สวมขณะทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนและน้ำยาซักผ้า สำหรับหน้ากากใช้แล้วและขยะที่เกิดจากการทำความสะอาดให้ทิ้งลงในถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิท
      4. หากคนในครอบครัวมีอาการผิดปกติ เช่น คัดจมูก ระคายเคืองนัยน์ตา มีน้ำตาไหล เจ็บคอ ไอ หายใจมีเสียงวี้ด ปวดศีรษะ มีผื่นคันที่ผิวหนังหรือหนังศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์
    แหล่งข้อมูล

    5 ขั้นตอนกำจัดเชื้อราในบ้านหลังน้ำลด, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=42959
    เชื้อราในบ้าน ปัญหาใหญ่หลังน้ำลด, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, http://www.bumrungrad.com/healthspot/November-2011/cleaning-mold-house 
    ศูยน์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณท์, Sodium hypochlorite, http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=203
    ผลิตภัณท์ฟอกผ้าขาว (Bleach) และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่นในสระว่ายน้ำ(Swimming pool sanitizer), Ramathibodi Poison Center, 1st.floor, Research - Welfare Building, Faculty of Medicine, Ramathibodi Hospital Rama, http://www.ra.mahidol.ac.th/poisoncenter/bulletin/bul%20%2001/v9n4/Bleach%20agent.html
    Ellenhorn MJ. Medical Toxicology: Diagnosis and Treatment of Human Poisoning. 2nd ed. Household Poisonings. Baltimore: Williams & Wilkins, 1997. p.1082.
    Rao RB, Hoffman RS. In: Goldfrank LR, Flomenbaum NE, Lewin NA, Weisman RS, Howland MA, Hoffman RS. Goldfrank’s Toxicologic Emergencies. 6 th ed. Connecticut: Appleton & Lange, 1998. p.1409.
    รุปประกอบจาก 
    http://aibob.blogspot.com/2011/11/thailand-great-flood-2011-part-iii.html
    http://www.usavemovingandstorage.com/seek-professional-clean-home/
    http://www.alibaba.com/product-gs/287281352/Medical_uniforms_cap_face_mask_gown.html

    วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

    6 โรคร้ายที่ต้องระวัง ภายหลังน้ำลด โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

    ภาพน้ำท่วมตลาดสี่มุมเมืองและขยะที่ลอยเกลือ่นจาก http://www.thaitravelnews.net/wp-content/uploads/2011/11/flood_garbage.jpg 
       ช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมา พ่อแม่พี่น้องคงได้สัมผัสทุกข์ภัยจากภาวะมหา
       อุทกภัยและตามมาซ้ำด้วยสภาพน้ำท่วมขัง แม้นในเวลานี้บางพื้นที่ของเรา
      หลายคนก็ยังต้องผจญภัยจากน้ำอยุ่อย่างลำบากอยู่ไปอีกนาน น้ำที่มานั้น
       นอกจากก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเครียดกังวลต่อ
       จิตใจแล้ว น้ำเน่าที่ขังนิ่ง เปียกชื้นหรือใกล้จะแห้งลดลงไปแล้ว ก็ยังส่งผลต่อ         
       สุขภาพอย่างมากมาย 
       เรามาดูกันว่าปัญหาโรคอะไรบ้างที่จะพัวพันเราอยุ่ไปอีกนาน เพื่อเราจะได้รู้
       เพื่อวางแผนการมีสุขภาพดี มีพลังไปสู้ชีวิตหลังน้ำลดต่อไป





    ทำไมจึงเป็นโรคได้ง่ายจากน้ำท่วม


    น้ำท่วมที่พัดพามา หากเราไปเดินลุยน้ำอาจก่อให้เกิดบาดแผลจากสิ่งที่น้ำพัดพามา หรือหกล้มทำให้เกิดบาดเจ็บ หากเราต้องไปอาศัยอยุ่ในที่มีน้ำขัง น้ำที่นิ่งไม่ไหลเวียนกลับเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคมากมาย ทั้งโรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคฉี่หนู มากมายที่จะกล่าวต่อไป


    หากเราต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อโรคแพร่มากับน้ำ หรือพลาดเผลอไปกินอาหารที่ไม่สะอาด ก็จะตามมาด้วยอาการท้องเสีย อาหารเป็นพิษตามมาซ้ำร้ายเราได้อีก แต่มหันตโรคภัยที่แฝงมาทำร้ายผู้คนพร้อมกับน้ำท่วมมากที่สุด ได้แก่โรคผิวหนัง น้ำกัดเท้าและผื่นคัน ไข้หวัด โรคเครียดวิตกกังวล โรคตาแดง โรคอุจจาระร่วง และสัตว์มีพิษกัด เรามาทำความรุ้จักเพื่อป้องกันและรักษาต่อไป


    6 โรคร้ายที่เกิดบ่อยได้


    ภาพน้ำกัดเท้า 
    1. โรคผิวหนัง 


    โรคผิวหนังยอดนิยม ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนองซึ่งเกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ไม่สะอาด ไม่แห้งเป็นเวลานาน อาการระยะแรกๆอาจมีอาการเท้าเปื่อย และเป็นหนอง ต่อมาเริ่มมีอาการคันตามซอกนิ้วเท้า และผิวหนังลอกออกเป็นขุย มีผื่น ระยะหลังๆผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตก อาจเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ผิวหนังอักเสบได้


    วิธีป้องกันทำได้โดยหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น ถ้าต้องย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ และควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ และเช็ดให้แห้งเมื่อกลับเข้าบ้าน สวมใส่ถุงเท้า รองเท้า และเสื้อผ้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น หากมีบาดแผล ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ หรือเบตาดีน
    หากเผลอไปเป็นโรคน้ำกัดเท้า หรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราที่มาจากการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน จนทำให้ราร้ายตัวนี้เจริญเติบโตไปตามซอกนิ้วเท้า โดยเชื้อราจะทำให้ผิวหนังลอกเป็นขุย เกิดผื่นที่เท้าผิวหนังที่เท้าเกิดพุพองเริ่มจากซอกนิ้ว แล้วลุกลามไปถึงฝ่าเท้าและเล็บได้ การรักษา และป้องกันทำได้โดยล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น


    2. ไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่


    โรคหวัดธรรมดามักเกิดจากเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนบ่อยๆ สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเชื้อโรคแพร่กระจายมาจากน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือสิ่งของใช้ของผู้ป่วย หากเราไปติดเชื้อมา จะเริ่มมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ จาม ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร หากดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์

    ไข้หวัดใหญ่ ก็เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสเช่นกัน เชื้อจะแพร่กระจายเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่เชื้อจะฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เมื่อสูดลมหายใจเอาเชื้อเข้าไป จะไปเจริญอยู่ในลำคอ และเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อน มีไข้สูงมาก 38-40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมมาด้วยจะมีอาการเจ็บคออย่างรุนแรง หากไม่รีบเข้ารับการรักษาหรือคนไข้ที่ภูมิต้านทานไม่ดี อาจรุนแรงกลายเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ปอดบวม ตามมาได้


    ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว และป้องกันโดยการล้างมือบ่อยๆ ก่อนกินอาหาร ก่อนและหลังเตรียม/ปรุงอาหารหลังการขับถ่าย หลังหยิบจับสิ่งสกปรก หลังสัมผัสผู้ป่วย หรือสัมผัสสัตว์เลี้ยง และทุกครั้งที่กลับจากนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้มือที่ไม่ได้ล้างสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะตา จมูก ปาก หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย และอยู่ในสถานที่มีคนอยู่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก


    3. โรคเครียดวิตกกังวล


    เป็นอาการโรคที่เกิดได้หากเราวิตกมากเกินไป ไม่ว่าจะเกิดจากการรับฟังสื่อมากเกินไป หรือไม่ได้วางแผนเตรียมรับน้ำท่วมมาก่อน ความเครียดเป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามองให้เห็นข้อดีจะทำให้เราจะวางแผนรับมือ แต่หากเครียดมากไปจะเกิดผลแย่ลง คือ ส่งผลให้ภูมิต้านทานของเราอ่อนแอลง ทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาซ้ำเติมได้ การรับมือความเครียดทำได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลาย


    4. โรคตาแดง
    โรคตาแดงเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ความจริงแล้วเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง เพราะส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ถ้าไม่รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ที่น่ากังวลคือโรคนี้ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา น้ำมูกของผู้ป่วย หรือจากใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว


    หลังได้รับเชื้อประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปตาอีกข้าง หากดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มต้น มักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ถูกวิธี อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ ทำให้ปวดตา ตามัว


    การป้องกันทำได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับแหล่งแพร่เชื้อ และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ให้สะอาดอยู่เสมอ


    5. โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร
    กลุ่มอาการของโรคนี้ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ตับอักเสบเอ และไข้ทัยฟอยด์นั่นเอง  เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยกินอาหาร ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ทิ้งค้างคืนโดยไม่ได้แช่เย็น และไม่ได้อุ่นให้ร้อนที่อุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ก่อนรับประทานอาหาร
    ·      
    โรคท้องร่วง มีอาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกเลือด อาจมอาเจียนร่วมด้วย หากมีอาการรุนแรงโดยถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมากๆ เรียกว่า อหิวาตกโรค
    ·      อาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้อง ร่วมกับถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
    ·      โรคบิด มีอาการสำคัญคือ ถ่ายอุจจาระบ่อย อุจจาระมีมูก หรือมูกปนเลือด มีไข้ ปวดท้องและมีปวดเบ่งร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการเรื้อรัง
    ·      โรคไข้ทัยฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย มีอาการสำคัญคือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาจมีอาการท้องผูก หรือบางรายอาจท้องเสียได้


    การรักษาเมื่อเริ่มมีอาการอุจจาระร่วงควรกินหรือดื่มของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และเกลือแร่ ได้แก่ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โอ อาร์ เอส น้ำแกงจืด หรือน้ำข้าวใส่เกลือ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์


     ภาพหนูตายจากน้ำท่วมจาก http://digifotoblog.com
    6. โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส


    เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ เชื้อออกมากับปัสสาวะสัตว์แล้วปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง พื้น ดินที่ชื้นแฉะได้นาน เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไชเข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน หรืออาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รด


    อาการโรคเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4 -10 วัน โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางคนมีอาการตาแดง อาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือท้องเดิน ถ้าไม่รีบรักษา บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเสียชีวิตได้


    ป้องกันโดยสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ หากต้องลุยน้ำ ถ้ามีบาดแผล หลีกเลี่ยงการแช่น้ำนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วต้องรีบอาบชำระร่างกายให้สะอาดโดยเร็ว


    สุดท้ายแล้ว การเตรียมตัว รู้จักสถานการณ์ให้มากที่สุด เพื่อการวางแผนทั้งน้ำท่วมและโรคภัยคือคำแนะนำที่ดีที่สุดให้เราได้รักษาชีวิตให้อยุ่รอดและมีความสุขได้มากที่สุด เชื่อว่าทุกท่านคงได้เรียนรุ้บทเรียนที่ดีจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก เภสัชกรร้านยาพร้อมเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพเสมอครับ


    แหล่งข้อมูล
    เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 28 พย. 2554  
    E-mail: utaisuk@gmail.com Facebook: “UTAI SUKVIWATSIRIKUL
    ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้นผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ
    การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ ของผู้เขียนได้โดยตรง
    บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากเภสัชกรร้านยาใจดีที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ
    รูปประกอบจาก

    Flooding and communicable diseases fact sheet, Risk assessment and preventive measures จาก WHO, http://www.who.int/hac/techguidance/ems/flood_cds/en/                  
    National Disaster Recovery Framework, FEMA’s Individual and Community Preparedness Division and Recovery Division are joining together to co-host a webinar about the recently released National Disaster Recovery Framework (NDRF), http://www.fema.gov/recoveryframework/index.shtm
    ภัยสุขภาพป้องกันอย่างไร ในสภาวะน้ำลด , สำนักโรคติดต่อทั่วไป, http://www.ddc.moph.go.th/emg/flood/index.php
    แนวทางการดูแลรักษาโรคติดเชื้อต่างๆ ในภาวะอุทกภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์, ศูนย์ประสานจัดการความรู้เพื่อรับมือภัยพิบัติ (ศจภ.), http://www.k4flood.net/newweb/index.php/2011-10-27-07-00-36/2011-11-14-18-17-31/30-2011-11-18-16-53-42
    พญ. วลัยอร ปรัชญพฤทธิ์ , ปัญหาสุขภาพและโรคผิวหนังหลังน้ำท่วม, สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์, http://www.inderm.go.th/alumni/journal_alumni/j_20/fil.%2008-Review%20A.pdf
    โรคที่มักเกิดหลังน้ำท่วม, ศูนย์ประสานจัดการความรู้เพื่อรับมือภัยพิบัติ (ศจภ.), http://www.k4flood.net/newweb/index.php/2011-10-27-07-00-36/2011-10-27-07-09-00/2011-11-09-14-20-53
    พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคผิวหนังเด็ก, การดูแลแผลหลังน้ำท่วม, http://www.skinhospital.co.th/knowledge/get-to-know/?c_id=186
    พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคผิวหนังเด็ก, ปกป้องผิวจาก...ภัยน้ำท่วม, http://www.skinhospital.co.th/knowledge/get-to-know/?c_id=185
    พญ.สุเพ็ญญา  วโรทัย , นพ.สุมนัส  บุณยะรัตเวช, ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม, สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย , http://www.dst.or.th/know_details.php?news_id=70&news_type=kno
    ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์ พ.บ.,  น้ำยาฆ่าเชื้อ, วารสารคลินิก เล่ม : 282 , เดือน-ปี : 06/2551, โรงพยาบาลบ้านแหลม, จังหวัดเพชรบุรี, http://www.doctor.or.th/node/7086
    น้ำยาฆ่าเชื้อ, ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์นครราชสีมา, กระทรวงสาธารณสุข ,
    http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/nakhonratchasima/ข่าววิชาการ/ลำดับที่_01_น้ำยาฆ่าเชื้อ.htm
    รองศาสตราจารย์แม้นสรวง วุฒิอุดมเลิศ , EM Ball (อีเอ็มบอล), ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=79
    เภสัชจุลชีววิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล การทำให้ปราศจากเชื้อและการฆ่าเชื้อ. 2531: 77-81.
    นรีกุล สุรพัฒน์. Medical Microbiology:Quality Control in Clinical Microbiology. 2526: 265-269.

    วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

    การกำจัดเชื้อราหลังน้ำท่วม โดย พญ.วิมลมาลย์ พงษ์ฤทธิ์ศักดา


    จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลายโรงพยาบาลได้รับผลกระทบจนไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากพื้นที่ให้บริการต้องจมอยู่ใต้น้ำ แต่เมื่อน้ำลดแล้วปัญหาที่ตามมาคือ มีเชื้อราขึ้นตามที่ต่างๆซึ่งจะเป็นอันตรายต่อทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ การทำความสะอาดอาคารที่มีน้ำท่วมขังจากปัญหาดังกล่าว นอกจากการล้างทำความสะอาดและเก็บกวาดสิ่งสกปรกแล้ว ควรจะมีการสำรวจดูด้วยว่า บริเวณใดมีเชื้อราเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะถ้ามีน้ำท่วมขังนานกว่า 2 วันขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดเชื้อราขึ้นได้แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม บริเวณที่มักมีเชื้อราซ่อนอยู่ได้แก่ ใต้พื้น,บริเวณฝ้าเพดาน,ท่อน้ำที่มีการรั่วซึม หรือใต้วอลเปเปอร์โดยเฉพาะวัสดุบุผนังที่เป็น vinyl จะแห้งแต่ภายนอกเท่านั้น แต่จะเก็บกักความชื้นไว้ข้างใต้ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี

    การสำรวจว่ามีเชื้อราหลังน้ำท่วมหรือไม่ อาจทำได้ 2 ทาง คือ 



    1. ดูด้วยตา เช่น พบเห็นผนังมีรอยเปื้อน หรือมีลักษณะเชื้อราขึ้น 


    2. ดมกลิ่น กลิ่นเชื้อราเป็นกลิ่นเหม็นอับทึบ หรือเหม็นคล้ายกลิ่นดิน ( earthy smell ) หากสงสัยว่ามีเชื้อรา ให้ปฏิบัติดังนี้

    1. When in doubt , take it out ให้ใช้หลักว่าสิ่งของใดที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมดจดให้ทิ้งไปเลย โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุนซึ่งไม่สามารถชะล้างและทำให้แห้งได้จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอยู่ต่อไป นอกจากนี้เชื้อราที่ตายแล้ว ( dead mold ) ก็ยังอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้

    ถ้าเป็นสิ่งของที่ทำด้วยผ้า หากต้มได้ต้องฆ่าเชื้อด้วยการต้มด้วยน้ำร้อนก่อนจึงจะนำมาใช้อีก

    2. รีบทำความสะอาดพื้นและผนังโดยการขัดล้างให้เร็วที่สุด ภายใน 24 – 48 ชั่วโมงหลังน้ำลด ระหว่างทำความสะอาดให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และเปิดพัดลมเพื่อช่วยให้แห้งโดยเร็วเริ่มแรกควรล้างด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอกเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน 



    แล้วตามด้วยการขัดล้างด้วยน้ำยา 0.5 % sodium hypochlorite ถ้าเป็นการขัดผนังปูนหรือพื้นผิวที่หยาบควรขัดด้วยแปรงชนิดแข็ง ถ้าไม่ใช้น้ำยา 0.5 % sodium hypochlorite อาจผสมน้ำยาใช้เองโดยใช้ผงฟอกขาวที่มีใช้อยู่ตามบ้าน ปริมาณ 1 ถ้วย ตวงผสมกับน้ำ 1 แกลลอนก็ได้ 


    ส่วนผู้ทำความสะอาดต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายได้แก่ 

    1. รองเท้าบู๊ทยาง 



    2. ถุงมือยางสำหรับทำงานบ้าน 


    3. แว่นป้องกันตา 


    4. หน้ากาก N95 เมื่อขัดล้างเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง หรืออาจใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องเพื่อช่วยให้แห้งเร็วขึ้น นอกจากนี้หากพบว่ามีเชื้อราฝังแน่นตามผนัง ไม่สามารถขัดล้างออกได้ควรเปลี่ยนใหม่ ไม่ควรทาสีทับ และหากเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศควรล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศไปพร้อมกันด้วย

    วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

    สาวๆลุยน้ำท่วม น้ำสกปรกจะก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง?

    มีสาว ๆ หลายคนสงสัยและเป็นกังวลว่า "


    น้ำท่วมสูงมากเกินระดับเอว ถ้าต้องเดินลุยน้ำสกปรก ที่เต็มไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูล
    แถมบางคนเป็นช่วงที่มีประจำเดือนด้วยจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะเพศหรือไม่?"
        
    เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การที่ผู้หญิงต้องเดินลุยน้ำสกปรก แช่น้ำนาน ๆ ทำให้เกิดความชื้นบริเวณอวัยวะเพศ อาจมีปัญหาเชื้อราบริเวณขาหนีบ เป็นสังคังเหมือนกับผู้ชาย นอกจากนี้อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในช่องคลอด และลามไปที่ปีกมดลูก ทำให้เกิดการอักเสบหรือฝีที่ปีกมดลูกได้ โดยเฉพาะคนที่มีประจำเดือนยิ่งมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายเพราะประจำเดือนจัดว่าเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อโรค
        
    เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่มีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำนาน ๆถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำจริง ๆ นอกเหนือจากการใส่ผ้าอนามัยตามปกติแล้ว ควรใส่ชุดป้องกันน้ำสวมทับชุดปกติ ถ้าไม่มีชุดป้องกันน้ำ เมื่อขึ้นจากน้ำให้รีบทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้แห้งโดยเร็วแต่ทางที่ดีควรใส่ชุดลุยน้ำป้องกันจะดีกว่า
        
    สำหรับผู้หญิงที่เดินลุยน้ำจนเปียกแล้วต้องไปทำงานต่อ แนะนำว่า ควรหากระโปรงยาว ๆ ไปเปลี่ยน เมื่อชำระล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่กางเกงในก็ได้ เพื่อให้บริเวณดังกล่าวแห้งสนิทส่วนกางเกงในที่เปียกควรซักให้สะอาดผึ่งให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ กรณีที่เดินลุยน้ำจนเปียกแล้วไม่ยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นใน ยังใส่เสื้อผ้าชุดเดิมทั้งที่ยังเปียกอยู่จนแห้งคาตัว นอกจากปัญหาเชื้อรา การติดเชื้อแล้ว อาจมีปัญหาผื่นคันโดยเฉพาะบริเวณแคมด้านนอก ซึ่งช่วงนี้พบได้บ่อย เพราะในน้ำนอกจากจะมีเชื้อโรคแล้ว อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีต่าง ๆ เช่น น้ำมัน สารพิษ โลหะหนัก ซึ่งผู้หญิงหลายคนอาจแพ้สารเหล่านี้และเกิดผื่นคัน
        
    นอกจากนี้บริเวณอวัยวะเพศอาจติดเชื้อเริมได้ แม้โอกาสจะน้อยก็ตาม ดังนั้นเวลาเดินลุยน้ำไม่ควรสวมใส่กางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป เพราะคนที่เคยเป็นเริมมาก่อน การใส่กางเกงที่รัดแน่นอาจเกิดการเสียดสีทำให้บริเวณนั้นอ่อนแอและทำให้เชื้อเริมกลับมาเป็นได้อีก ยิ่งช่วงนี้หลายคนอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ แถมมีความเครียดด้วย ก็มีโอกาสกลับมาเป็นโรคเริมได้ง่ายขึ้น
        
    ในกรณีที่มีผื่นคันบริเวณอวัยวะเพศหรือมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามาทาหรือซื้อยามารับประทานเอง เพราะสาเหตุของปัญหาอาจไม่ใช่อย่างที่คิด ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยจะดีกว่า เนื่องจากหลายคนไปซื้อยาเชื้อรามาทา หรือ รับประทานแล้วไม่หาย กว่าจะมาพบแพทย์ปรากฏว่าอาการลุกลามเป็นผื่นเต็มไปหมด 
        
    อีกปัญหาที่ต้องระวังและพบในผู้หญิง คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น ถ้าลุยน้ำนาน ๆ อาจติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ อีกทั้งการลุยน้ำนาน ๆ บางคนกลั้นปัสสาวะ ดังนั้นถ้าคิดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางนาน ๆ ควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว
        
    ส่วนผู้ชายที่เดินลุยน้ำสกปรกนาน ๆ เสื้อผ้าเปียกชื้น ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือ มีปัญหาเชื้อรา เป็นสังคัง ผื่นคัน และเริม ขณะเดียวกันบริเวณอวัยวะเพศชายมีรูเปิดท่อปัสสาวะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกันแต่น้อยกว่าผู้หญิง
        
    ดังนั้นหลังการลุยน้ำผู้ชายควรทำความสะอาดอวัยวะเพศให้แห้งสนิทถ้าเป็นไปได้ควรใส่ชุดกันน้ำเช่นเดียวกับผู้หญิง ที่สำคัญอย่าให้อวัยวะเพศแช่น้ำนาน ๆ 
        
    ในกรณีที่สามีภรรยาคนใดคนหนึ่งติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือ เริม ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์จริง ๆ อย่างน้อยควรใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อราบริเวณขาหนีบหรือเริมที่บริเวณภายนอกของอวัยวะเพศได้.

    แหล่งข้อมุล 
    นวพรรษ บุญชาญ "เมื่อสาว ๆลุยน้ำสกปรก"
    วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน 2554
    http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?
    page=content&categoryId=532&contentId=175624


    ภาพประกอบจาก 005.jpg.pagespeed.ce.D-dYtUnI1D.jpg