แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื้อรา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื้อรา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โรคผิวหนังจากเชื้อรา กลากและเกลื้อนต่างกันอย่างไร โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

หากบ้านของเราจมน้ำมากกว่า 2 วัน แล้วมีเชื้อราฝังอยู่ตามของใช้ เครื่องเรือน แล้วเราล้างออกทำความสะอาดได้ไม่หมด พอเราเข้าบ้านแล้วไปสัมผัสติดเชื้อราเข้าให้แล้วหล่ะก้อมา โรคผิวหนังจากเชื้อราที่เกิดได้บ่อยก้อคือโรคกลากและโรคเกลื้อน  หากเราไปติดมาแล้วมีอาการคันคะเยอ เกาไปมาจนผิวแตกแล้ว ก้อยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไรกันแน่ เรามารู้จักกันหน่อนดีไหมว่า กลากหรือเกลื้อนต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้ไปรักษาได้ถูกต้องต่อไป

เชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนัง มีอยู่หลายตระกูล
ได้เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเจ้าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังต่างๆนั้น มีอยู่หลายชนิด ทำให้มีอาการของโรคต่างๆกันไปแล้วแต่สายพันธุ์และตำแหน่งแห่งที่ของการเกิดติดเชื้อ แต่ในบ้านเราโรคเชื้อราที่ชาวบ้านอย่างเราๆเป็นกันได้บ่อย ได้แก่ กลากและเกลื้อนนั่นยังไงครับ

มารู้จักกลากกันก่อน

กลาก หรือที่ชาวบ้านฝรั่งเรียกว่า ring worm หรือ tinea นั้น เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ ซึ่งชอบมาเกาะและเจริญเติบโตอยู่ในผิวหนังชั้นนอกสุด รวมทั้งเส้นผมและเล็บ โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย (ซึ่งต่างจากเกลื้อนซึ่งติดต่อได้ยากกว่า) โดยการที่คุณไปสัมผัสกับคนที่เป็นโรคนี้อยู่แล้วโดยตรง หรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นอยู่ หลายท่านก็อาจติดมาจากเครื่องมือทำผมที่ปนเปื้อนเชื้อราจากร้านตัดผม หรือร้านเสริมสวย ในเด็กเล็กๆอาจติดมาจากการคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว หรืออาจติดมาจากเพื่อนๆจาก สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนก็ได้

โรคกลากนี้ไม่เลือกเพศและวัย มีโอกาสเป็นได้เท่ากันหมด แต่ถ้าหากคุณๆมีเหงื่อออกมาก ผิวหนังอับชื้นง่าย หรือคุณๆที่มีภูมิต้านทานไม่ดีเช่นเป็นเบาหวานหรือรับประทานยากดภูมิอยู่ก็จะมีโอกาสเป็นได้มากขึ้น

ตำแหน่งที่โรคกลากเกิดได้นี้ อาจขึ้นตามผิวหนังได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น คอ ลำตัว แขนขา ศีรษะ เล็บ เป็นต้น ถ้ามันไปเกาะที่ขาหนีบหรือก้นรวมทั้งอวัยวะเพศ จะเรียกว่า สังคัง ซึ่งพบมากในคนที่มีเหงื่ออับชื้นในบริเวณนี้ ถ้าโรคกลากไปขึ้นที่ เท้า ง่ามนิ้วเท้า นิยมเรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า พบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายมักใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ทำให้อับชื้น นอกจากนี้ยังพบในคนที่ย่ำน้ำเท้าเปียกบ่อยๆ

อาการของโรคนี้ที่ชัดเจนก็คือ เริ่มแรกมักเกิดเป็นตุ่มขนาดเล็กๆ แล้วจะขยายตัวกลายเป็นผื่นสีแดงเข้มขึ้นที่มีวงรอบกว้างขึ้นเรื่อยๆ บริเวณขอบๆของวงแหวนมักจะนูนหนาเป็นขอบสูง ในขณะที่ผิวหนังตรงกลางจะบุ๋มลงไปหรือเป็นผิวปกติ โรคกลากนี้ถ้าไม่ได้รักษาที่ถูกต้อง มักจะเป็นเรื้อรังและลุกลามขยายไปทั่วร่าง เป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ในรายที่เป็นกลากขึ้นที่ศีรษะ ถ้าหากปล่อยให้เป็นมาก ก็อาจทำให้หนังศีรษะติดเชื้อราอักเสบจนกระทั่งหนังศรีษะลุกลามเป็นแผลมีหนอง ผมจะร่วงเป็นหย่อมๆอย่างถาวรได้เนื่องมาจากปลายรากผมถูกทำลายไปได้ ส่วนถ้ากลากไปขึ้นที่เล็บ ก็อาจทำให้เล็บเปลี่ยนสี ผุกร่อนไปพร้อมๆกันทั้งมือไปก็ได้

แล้วเกลื้อนล่ะ
เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคเกลื้อนเป็นคนละชนิดกับกลาก เชื้อนี้ชอบบริโภคไขมันที่อยู่บริเวณผิวหนังจึงพบเกลื้อนนี้ได้บ่อยในผิวหนังที่มีไขมันอยู่เยอะๆและมีความชื้นของเหงื่อ เช่น แก้ม ซอกคอ หน้าอก แผ่นหลัง สะเอว

อาการของโรคจะต่างจากกลากคือ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นดวงเล็กๆ เป็นสีขาว สีแดง หรือน้ำตาล มักไม่มีค่อยมีอาการคันเหมือนกลาก คนไข้จึงไม่ค่อยรีบเข้ารับการรักษา พอปล่อยทิ้งไว้ เจ้าดวงเล็กๆดังกล่าวก็จะขยายตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้น กระจายเต็มไปทั่วผิวหนังเต็มไปหมด ระยะนี้คนไข้มักจะโดนทักจากเพื่อนๆว่า ทำไมมีรอยด่างๆเต็มแก้ม รอบคอไปหมด จึงจะค่อยไปพบแพทย์

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกลากหรือเกลื้อน
เมื่อคุณไปพบแพทย์ อาจจะขูดเอาผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคอย่างบางๆ เพื่อไปส่องกล้องพิสูจน์ดูว่าเป็นเชื้อราสายพันธุ์กลากหรือ

ตอนต่อไป จะเป็นการตรวจเพื่อนำไปสู่การรักษาเพื่อให้หายขาด หากคุณๆอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโรคนี้ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากเภสัชกรใจดีที่ร้านยาหรือที่โรงพยาบาลได้เลยครับ พวกเราเภสัชกรยินดีและเต็มใจรับใช้พี่น้องครับ

บ้านนำ้ท่วมทำให้เกิดโรคจากเชื้อราอะไรได้บ้าง? โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล


มาถึงตอนนี้เราคงคุ้นเคยแล้วนะ ทำไมบ้านของเราที่ผ่านการท่วมขังมานานจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อราให้มาป้วนเปี้ยนอยู่ข้างๆกายเราได้อย่างไร ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเจ้าเชื้อราสามารถบุกโจมตีตัวเราได้ตั้งแต่เส้นผมบนหนังศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อตั้งเป็นป้อมค่ายโรคผิวหนังได้ทั้งตัวเลย คุณๆลองมาติดตามดูว่ารายละเอียดของโรคเชื้อราในแต่ละที่นั้นมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้างเลยดีกว่า

1. โรคเชื้อราที่ศีรษะ (Tinea capitis)
ส่วนใหญ่โรคนี้มักจะพบในเด็ก โดนเฉพาะในสถานที่เลี้ยงเด็กที่มีการจัดการสุขภาพที่ไม่ดี พอเป็นคนหนึ่งก็จะลามไปติดกับเด็กคนอื่นๆต่อไปได้ ในผู้ใหญ่จะพบได้น้อย ยกเว้นในรายที่สุขภาพไม่ค่อยดีหรือในงานอาชีพบางอย่างที่หนังศรีษะจะต้องเปียกอับชื้นตลอดเวลาทำงานเช่นตำรวจจราจรที่ต้องสวมหมวกนิรภัยตลอดเวลา
ลักษณะของโรคเชื้อรานี้จะคล้ายกับฝีชันนะตุ (Kerion) คือในตอนแรกๆจะเกิดตุ่มเล็กๆที่หนังศรีษะก่อน หากไม่ได้รับการรักษา ตุ่มจะขยายวงออกใหญ่ขึ้น มีขอบเขตเป็นวงค่อนข้างชัดเจน คนไข้มักมีอาการคัน หรือเจ็บได้ ในรายที่เป็นมากๆ เป็นหนองแฉะ ๆ บางครั้งเป็นสะเก็ดแห้งกรัง โรคนี้สามารถติดต่อลุกลามไปยังเด็กคนอื่นได้โดยการสัมผัสหรือใช้ผ้าเช็ดตัวหรือสวมหมวกรวมกัน
2. โรคเชื้อราที่ลำตัว แขน ขา (Tinea corporis)
โรคกลาก หรือ ขี้กลากคือ คำเรียกโรคนี้ที่คุณๆคุ้นเคยกันดี หากโรคนี้ไปเกิดที่อวัยวะเพศหรือขาหนีบมักจะเรียกว่า สังคัง นั่นเอง โรคนี้สามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสกันหรือใช้เครื่องนุ่งห่มร่วมกัน
อาการของโรคเริ่มเป็นตุ่ม พอทิ้งไว้ไม่รักษา ผื่นจะขยายเป็นวงกลมคล้ายวงแหวน (ringworm) สีผิวที่เป็นผื่นมักจะสีแดงหรือคล้ำ รอบๆวงแหวนจะมีขอบเขตที่ชัดเจนมาก อาจมีขุยเป็นผิวหนังขาวๆสะเก็ดลอกที่ขอบ ๆ ของวงแหวน เมื่อทิ้งไว้ผื่นวงแหวนสีแดงนี้ จะลุกลามขยายวงออกกว้างขึ้นได้เรื่อยๆและแตกออกเป็นหลายๆวงก็ได้ คนไข้จะมีมีอาการคันเป็นอย่างมาก ถ้าเหงื่อออกจะยิ่งคันมากขึ้น
3. โรคเชื้อราที่ขาหนีบ (Tinea cruris)
คุณๆเพื่อนผู้ชายที่อยู่หอพักร่วมกันคงมีโอกาสได้แบ่งปันประสบการณ์ สังคัง” กันมาบ้างแล้ว โดยเชื้อรามักเริ่มต้นเกิดได้ที่ ขาหนีบ ก้น หรืออวัยวะเพศ โดยจะเกิดเป็นตุ่มเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยขยายตัวเป็นผื่นสีแดงจัด และมีขอบเขตของวงผื่นชัดเจนมาก บางรายอาจมีสะเก็ดหรือขุยลอกเล็กน้อย ผื่นที่ลุกลามขยายออกไป ทำให้บริเวณตรงกลางผื่นเรียบยุบหายไป ส่วนผื่นสีแดงนี้ถ้าเป็นนานๆจะกลายเป็นมีสีน้ำตาลคล้ำเข้มขึ้นได้ การกระจายของผื่นวงแหวนนี้อาจเริ่มที่ตำแหน่งใดๆที่กล่าวมาแล้ว พอเชื้อลุกลามก็สามารถกระจายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงได้ทั่วไป
อาการที่เด่นชัดของโรคนี้ก็คือคนไข้จะมีอาการคันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน จะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะจะยิ่งคันมาก ๆ เพราะเส้นใยที่เติบโตอย่างมากจากเชื้อราที่พื้นผิวหนังจะแทรกซอนชอนไชไปจนถึงชั้นผิวหนังลึกๆที่มีปลายรับสัญญาณกระแสประสาท จึงทำให้มีอาการคันอย่างมากในที่สุด
บางรายหากเกาอย่างแรงมากหรือไว้เล็บยาวอาจทำให้เกิดผิวหนังฉีกขาด เกิดเลือดไหลตามมาหรือเกิดการติดเชื้อตามมาในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ในรายที่ไว้เล็บยาวมากๆ การเกาจะทำให้เกิดการสะสมเชื้อราไปในซอกเล็บ พอไปเกาต่อที่ผิวหนังบริเวณใด ก็ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคนี้ไปยังอวัยวะอื่นได้อีก
เชื้อราที่ขาหนีบมักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในคนอ้วนเพราะมักจะขี้ร้อน เหงื่อออกมาก นอกจากนี้ การสวมใส่เสื้อผ้าที่คับ ๆไม่มีอากาศถ่ายเทและอบชื้น เช่น การสวมกางเกงยีน จะยิ่งทำให้มีโอกาสเป็นเชื้อราเพิ่มมากขึ้น
4. โรคเชื้อราที่เล็บ (Tinea unguium)
มักพบโรคนี้ได้ในคนที่มีอาชีพที่มือต้องเปียกชื้นตลอดเวลาเช่นแม่ค้าปอกผลไม้สด พนักงานล้างจาน สาเหตุเกิดจากเชื้อราได้ไปเกาะที่เล็บ ลักษณะของเล็บที่เป็นเชื้อราที่เคยเรียบนวลจะเปลี่ยนไปกลายเป็นเล็บหนาขึ้น ผิวเล็บมีรอยขุรขระ ใต้ฐานเล็บหนาขึ้น ถ้าเป็นมากๆเล็บมักจะเปลี่ยนรูปร่างไป ได้แก่ บิดเบี้ยวไม่ได้รูปทรงเดิม มีรอยหยักเป็นลูกคลื่น เล็บโค้งงอ เล็บกร่อน เล็บผุ ส่วนสีชมพูของเล็บปกติเมื่อติดเชื้อจะเปลี่ยนสีไป มีสีคล้ำ ดำ น้ำตาล เขียวคล้ำ
มักไม่มีอาการคันแต่อย่างใด อาจมีเจ็บหรือคันบ้างแต่น้อยมาก ผู้ป่วยมักรีบมาขอการรักษาเพราะอายและกังวลใจว่าเล็บไม่สวย จะเป็นที่น่ารังเกียจหรือหรือไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้มากกว่า
5. โรคเชื้อราที่ใบหน้า (Tinea faceii)
หากท่านมีผ้าขนหนูติดเชื้อราเป็นจุดดำๆ แล้วมาเช็ดหน้าบ่อยๆ หรือใช้เล็บเกาที่ขาหนีบแล้วมาเกาที่ใบหน้า คุณมีโอกาสที่อาจเกิดโรคเชื้อราขึ้นที่ใบหน้าได้ ถ้าเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกับเชื้อกลาก อาการเริ่มต้นจะเหมือนกับกลากที่ลำตัว คือ มีผื่นสีแดง รูปวงกลม วงแหวนแบบ ringworm มีขอบเขตชัดเจน มีขุยสะเก็ดลอก ที่บริเวณใบหน้า อาการคันไม่มากนัก
แต่หากเป็นเชื้อราสายพันธุ์เกลื้อน อาการเริ่มต้นมักเป็นด่างขาววงเล็กๆ แล้วขยายวงใหญ่ขึ้นเป็นด่างขาวเต็มวง หรือมีหลายวงซ้อนๆกันอยู่ คนไข้มักไม่มีอาการคันแต่อย่างใด แต่มักจะอายมากกว่าเลยรีบมาขอการรักษา เราจะกลับมาเล่ารายละเอียดเรื่องกลากกับเกลื้อนอีกในบทความต่อๆไปนะครับ
6. โรคเชื้อราที่มือและเท้า (Tinea manum & Tinea pedis)
เชื้อรานี้มักจะเป็นตามหลังมือ ซอกนิ้วมือที่อับชื้น หากเกิดที่เท้า ซอกนิ้วเท้า ฝ่าเท้า จะเรียกว่า น้ำกัดเท้า” หรือ ฮ่องกงฟุต” ผื่นที่เกิดขึ้นแบ่งได้แบบ
1. ลักษณะแบบแห้ง ๆ ผื่นแดงเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน มีสะเก็ดแห้ง ขุยลอก
2. ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสแตกออก เป็นแบบแฉะ ๆ
ส่วนมากจะมีอาการคัน ถ้าเป็นอาการแบบที่สองมักเกิดขึ้นที่เท้า เนื่องจากสวมรองเท้าหุ้มข้อเป็นเวลานานๆ พอมีเหงื่อออกมากๆ จะหมักหมมจนมีเชื้อแบคทีเรียมาซ้ำเติม ทำให้เท้ามีกลิ่นเหม็นได้ในที่สุด
ตอนต่อไป เมื่อเป็นโรคที่น่ารำคาญทั้งใจและกาย เราจะตามไปดูวิธีการตรวจ รักษาและการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีกครับ หากคุณๆอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโรคนี้ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากเภสัชกรใจดีที่ร้านยาได้เลยครับ พวกเราเภสัชกรยินดีและเต็มใจรับใช้พี่น้องครับ
แหล่งข้อมูล

โรคผิวหนังจากเชื้อรา เป็นได้ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=403019
รูปประกอบจาก
http://fungusfacts.com/
http://www.myhealthguide.carlyucaangay.com/how-to-prevent-athletes-foot.html
http://allstop.com/athletes-foot-news/athletes-foot-treatment/facts-and-information-about-fungal-infection
http://www.medicalook.com/Hair_loss/Fungus_hair.html

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คู่มือกำจัดเชื้อราในเฟอร์นิเจอร์หลังน้ำลด

ถึงเวลากลับบ้านกันแล้วสำหรับผู้ประสบอุทกภัยซึ่งต้องอพยพออกจากบ้านแสนรัก เพราะถูกน้ำท่วมขัง นอกเหนือจากงานหนักในการฟื้นฟูบ้าน ที่น่ากลัวกว่าคือเชื้อโรคเชื้อร้ายที่พักบ่มยึดครองบ้านเรามาโดยตลอด โดยเฉพาะบ้านที่น้ำท่วมนานแค่เพียง 2 วันก็ย่อมมีโอกาสเกิดเชื้อรา มาโจมตีได้แบบที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เรื่องอะไรต้องมาประสบภัยเชื้อรากันอีกละเนี่ย? มาดูวิธี ตรวจ กำจัด ป้องกันเชื้อราที่อาจพาโรคกันดีกว่า 


รู้จักเชื้อรา 
เชื้อรา มีทั้งชนิดก่อให้เกิดโรค และไม่ก่อให้เกิดโรค โดยมี “สปอร์” เป็นส่วนประกอบหนึ่งเพื่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ซึ่งสปอร์นี้มีขนาดเล็กเพียง 3 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ล่องลอยอยู่ในอากาศ จึงไม่มีใครหลีกพ้นการหายใจเอาสปอร์เข้าไปได้ แต่กระนั้นก็ไม่ต้องตกใจเกินไป เพราะร่างกายของคนเรา มีภูมิคุ้มกันหรือระบบต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม อีกทั้งไม่ใช่เชื้อราทุกชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ใครบ้างที่ต้องระวัง ก่อนเข้าบ้าน
แต่ผู้ที่ต้องระวังเชื้อราตัวร้ายเล่นงาน คือ ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ คนที่มีอาการภูมิแพ้ คนที่ภูมิต้านทานไม่ดี เช่น ป่วยเบาหวาน กินยาสเตียรอยด์ ผู้ติดเชื้อ HIV หากผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้เข้าไปในบริเวณที่มีเชื้อรา เช่น ภายในตัวบ้านที่เพิ่งถูกน้ำท่วมขัง หรือทำความสะอาดแล้วแต่กำจัดเชื้อราไม่หมด เชื้อราที่ยังอยู่มักทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูลไหล ระคายเคืองทำให้ตา จมูก หลอดลมเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน  เป็นผื่นลมพิษ ปอดอักเสบจากภูมิแพ้ ส่วนคนเป็นโรคหอบหืดจะเป็นรุนแรงมากขึ้น ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก จะถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียน เลือดออกในปอดและจมูก
เพื่อความปลอดภัยจากเชื้อรา คนอ่อนแอเข้าลักษณะข้างต้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเป็นทัพหน้าทำความสะอาดบ้าน ส่วนผู้ที่ต้องทำความสะอาดบ้าน ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรือสุขภาพไม่แกร่งเต็มร้อย “จำเป็นต้องสวมเครื่องป้องกัน” ประกอบด้วย รองเท้าบูทยาง ถุงมือยางหรือถุงมือทำงานบ้านเพื่อป้องกันเชื้อรามาสัมผัสผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่มีบาดแผลที่มือและเท้า, แว่นป้องกันตา ชนิดครอบตาแบบไร้รูระบาย ป้องกันเชื้อรากระเด็นเข้าตา, และหน้ากาก ชนิดเอ็น95 ป้องกันการหายใจเอาเชื้อราเข้าไป โดยหน้ากากผ้าหรือแบบฟองน้ำไม่เพียงพอต่อการป้องกัน 
สำรวจบ้าน ลาดตระเวณหาเชื้อรา
“ดูด้วยตา” หารอยเชื้อราที่ขึ้นเปื้อนตามผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ และ “ดมกลิ่น” ลักษณะกลิ่นเชื้อราจะเหม็นอับทึบ เหม็นคล้ายกลิ่นดิน ทั้งนี้ในภาวะหลังน้ำท่วมจะทำให้ภายในบ้านมีความชื้นสูง อากาศไม่ค่อยถ่ายเท จึงเกิดเชื้อราได้ง่าย บริเวณที่พบเชื้อราได้บ่อย มีทั้งผนัง ฝ้าเพดาน พื้นไม้ ใต้พรม วอลล์เปเปอร์ ผ้าม่าน ผนังด้านในของท่อแอร์ โครงผนังเครื่องปรับอากาศ ตู้เสื้อผ้า เสื้อผ้า หนังสือ ฟูก เตียง หมอน เครื่องหนัง ภายในห้องน้ำ ห้องครัว ร่องยาแนวกระเบื้องและยาแนวต่างๆ ม่านพลาสติก กระจกเงา ซิลิโคน ปลอกไฟเบอร์ เสื่อน้ำมัน และกระเบื้องยาง เป็นต้น
ขณะที่วิธีสำรวจว่ามีเชื้อราหลังน้ำท่วมหรือไม่ ทำได้ 2 วิธี คือ 
อย่าเสียดาย ถ้าไม่แน่ใจ
เมื่อสงสัยว่าสิ่งของใดมีเชื้อรา ต้องยึดหลักที่ว่า When in doubt, take it out หรือสิ่งของใดที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมดจดให้ทิ้งไป โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุนซึ่งไม่สามารถชะล้างและทำให้แห้งได้ มักจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอยู่ต่อไป อาทิ พรม รองพื้นพรม ฝ้าเพดานยิปซัม ฝ้าผนังผลิตภัณฑ์ไม้ที่บดอัดขึ้นรูป กระดาษ และฉนวน ทั้งนี้เชื้อราที่ตายแล้ว ก็ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้
วิธีทำความสะอาดบ้านให้ปลอดเชื้อราที่พึงปฏิบัติ 

ควรรีบทำความสะอาดพื้นและผนังด้วยการขัดล้างให้เร็วที่สุด ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังน้ำลด แยกพื้นที่ที่จะทำให้อยู่ในวงจำกัดทีละมุมของบ้าน ขณะทำความสะอาดให้เปิดประตูและหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ พร้อมทั้งเปิดพัดลม หรือใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่อง เพื่อช่วยให้แห้งเร็วไม่อับชื้น หากเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศควรล้างทำความสะอาดไปพร้อมกันด้วย
ขั้นตอนและสูตรน้ำยากำจัดเชื้อรา 
  1. เริ่มแรกให้ล้างด้วยน้ำและสบู่เพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน 
  2. จากนั้นขัดล้างต่อด้วยน้ำยา 0.5% โซเดียม ไฮโปคลอไรท์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา หรือสามารถผสมน้ำยาใช้เอง จากผงฟอกขาว สัดส่วน 1 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำ 1 แกลลอน สำหรับสารฆ่าเชื้อราหาซื้อได้จากร้านยา ร้านเคมีภัณฑ์ ร้านขายอุปกรณ์เกษตร ร้านเคมีภัณฑ์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ หรือห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ยังมีน้ำยาฆ่าเชื้อรา สูตรแบบอ่อน ใช้น้ำส้มสายชู สูตรกลั่นหรือหมัก (ควรมีความเข้มข้นอย่างน้อย 7%) ใช้กับกระดาษดีกว่าผ้าเพราะไม่ต้องซัก หรือใส่ขวดสเปรย์ก็ได้ สเปรย์ทิ้งไว้ราว 5-10 นาทีแล้วเช็ด กำจัดได้ในระดับน่าพอใจ 80% แต่ไม่สามารถฆ่าสปอร์ได้
  3. กรณีที่ขัดผนังปูนหรือพื้นผิวที่หยาบ แนะขัดด้วยแปรงอย่างแข็ง ส่วนการขัดพื้นผิววัสดุที่ขึ้นรา มีสภาพแห้ง รามีลักษณะฟูจนเห็นเส้นใยโผล่ออกมา ระวังห้ามใช้ผ้าแห้งเช็ด เพราะสปอร์ของเชื้อราอาจฟุ้งกระจาย รวมไม่ควรเปิดพัดลมด้วย โดยให้ใช้ทิชชูเนื้อเหนียวแผ่นหนาใหญ่ หรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ชุบน้ำเปียกหมาด เช็ดพื้นผิววัสดุจากล่างขึ้นบน หรือซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย โดยเลือกเอาทางเดียว ห้ามเช็ดย้อนไปมา ทิชชูหรือหนังสือพิมพ์ที่ใช้เช็ดครั้งเดียวต้องทิ้งโดยบรรจุถุงปิดปากมิดชิด เพราะการนำกลับมาเช็ดซ้ำไปซ้ำมาจะทำให้เชื้อราที่หลุดแล้วกลับไปติดใหม่

สุดท้าย เมื่อเก็บกวาดเช็ดถูและกำจัดเชื้อราไปแล้ว หากไม่มั่นใจ สามารถทำซ้ำได้ ทั้งนี้ควรเฝ้าระวังการเกิดเชื้อราขึ้นใหม่ ด้วยการลดกิจกรรมที่ทำให้มีความชื้นในอากาศนานๆ อาทิ การตากผ้าในบ้าน การต้มน้ำหรือทำอาหารในบ้าน การปิดเครื่องปรับอากาศแล้วเปิดหน้าต่างทันที
แหล่งข้อมูล 

  • อาทิตยา ร่วมเวียง ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ 
http://www.dailynews.co.th/article/440/1983
  • รูปประกอบ
  • http://trueguru.truelife.com/blog2/entry/36698
  • http://www.chonburiguide.com/8663/สาระความรู้/ความรู้ทั่วไป/การทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด.html

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โรคผิวหนังจากเชื้อรา ทำไมจึงเกิดขึ้นได้ โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

ผลต่อเนื่องที่ตามมาหลังน้ำท่วมคือความชื้นแฉะของน้ำที่อาจพัดผ่านไปแล้วหรือขังตัวอยู่ ที่น่ากลัวกว่าน้ำก้อคือเชื้อราที่อาจแฝงตัวอยู่ตามพื้นผิวหรือวัสดุต่างๆ แล้วเราไปสัมผัสจนกลายเป็นโรคเชื้อรา ได้แก่ น้ำกัดเท้า กลากเกลื้อน สังคัง ชันนะตุ ให้เป็นที่รำคาญทั้งกายและใจ และหากรักษาไม่ถูกต้องก็ไม่หายขาดเสียที เรามาดูว่าคำแนะนำในการจัดการเจ้าโรคเชื้อราให้หายขาด ควรทำอย่างไรดี
โรคเชื้อรามาจากไหน 
เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่จัดเป็นพืชชั้นต่ำมีหลายตระกูลเยอะไปหมด ที่คุณน่าจะรู้จักกันดีก็คือเห็ดชนิดต่างๆนั่นยังไงหล่ะครับ เชื้อราที่เติบโตเต็มที่แล้วจะมีการขยายพันธุ์โดยใช้สปอร์ หรือเรียกกันให้ง่ายๆว่าเมล็ดพันธุ์เชื้อรา ที่จะหลุดกระจายลอยล่องละลิ่วลมไปเกาะที่ไหนก็ได้ หากมันไปตกในที่ที่มีสภาวะร้อนและชื้นแล้วหล่ะก้อรวมทั้งมีสารอาหารที่มันจะดูดไปหล่อเลี้ยงมันได้ มันก้อจะเจริญเติบใหญ่ออกยอดขึ้นฉลูดเป็นต้นเชื้อราต่อไป ที่ท่านรู้จักกันดีก้อได้แก่เห็ดชนิดต่างๆ แต่ก้อไม่ได้หมายความว่าเชื้อราทุกตัวเป็นจำเลยของโรคนี้ทั้งหมด เพราะบางสายพันธ์ของเขาก็เป็นคุณประโยชน์ ตัวอย่างเช่นที่เราเอาเห็ดมาทำอาหาร หรือเชื้อยีสต์ที่นำมาเป็นผงฟูหมักทำขนมปังนั่นไงครับ
โรคเชื้อราเกิดได้อย่างไร
หากเจ้าสปอร์นี่หรือต้นเชื้อราเล็กๆไปเกาะที่ผิวหนังของคนเรา ซึ่งในคนปกติเราจะมีระบบภูมิต้านทานที่จะปกป้องร่างกายเราไม่ให้เชื้อราเติบโตต่อไปได้ หากทว่าในบางสภาวะเช่น ระบบภูมิต้านทานของคุณลดลง หรือเชื้อราสายพันธุ์นั้นมีความแข็งแรงมากๆ เชื้อราวายร้ายเหล่านี้ก็จะเกาะติดกับผิวบางๆของคุณแล้วชอนไชลงไปชั้นผิวหนังดูดเอาไขมัน โปรตีน มาเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายมันให้เติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะว่าหากไปอยู่ในสภาวะร้อนอับชื้นที่มันชอบแล้วหล่ะก็ จากเซลล์เล็กกระจ้อยร่อยของเชื้อราก็จะเติบใหญ่เบ้อเริ่มไปเป็นรอยแผลอันใหญ่โตของโรคผิวหนังจากเชื้อรามาให้คุณได้รู้จักเขาเหล่านั้นได้ในที่สุด
ทำไมโรคเชื้อราถึงเยอะนักในบ้านเรา
เดือนนี้หน้าร้อนมาเร็วครับ อากาศร้อนๆแบบนี้ เวลาคุณๆไปไหนมาไหนเหงื่อจะออกง่ายๆท่วมตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมด นี่รวมถึงคุณๆที่ต้องทำงานในสภาวะร้อนๆเช่นตำรวจจราจร พี่ๆเมสเซนเจอร์ที่ต้องขับมอเตอร์ไซค์ ยิ่งไปกว่านั้นพอย่างเข้าฤดูฝนในเดือนพฤษภาคมยาวไปถึงค่อนๆปลายปี ฝนก็จะตกลงมาให้ความชุ่มฉ่ำกับผิวโลก รวมทั้งมาสร้างความชุ่มโชกเปียกแฉะให้กับผิวหนังคุณๆ
สภาพผิวหนังภายใต้เสื้อผ้าที่เปียกโชกชื้นแฉะตลอดเกือบทั้งปีแบบนี้ แถมคุณๆบางคนก็ไม่ค่อยได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือใช้เครื่องนุ่งห่มที่อับไม่สามารถระบายเหงื่อที่หมักหมมได้อีก สภาวะผิวหนังที่อับชื้นอย่างนี้จะเป็นเหมือนสวรรค์อันแสนสุขที่เจ้าเชื้อราเริงร่าลงมาเกาะกิน แล้วสืบวงศ์ตระกูลได้อย่างเนิ่นนาน นี่คือเหตุผลอันหนึ่งว่าทำไม โรคเชื้อราจึงเป็นได้ง่ายและรักษาได้ยากนักในอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา
ตอนต่อไป เราจะตามไปดูว่าหากคุณๆมีเชื้อรามาเกาะแล้ว จะมีโอกาสกลายเป็นโรคผิวหนังอะไรได้บ้างให้คุณได้ออกกำลังกายคันขะเยอ เกากันได้ต่อไป หากคุณๆอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโรคนี้ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากเภสัชกรใจดีที่ร้านยาได้เลยครับ พวกเราเภสัชกรยินดีและเต็มใจรับใช้พี่น้องครับ
แหล่งข้อมูล

·         เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 4 ธค. 2554

ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น ผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ

การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ของผู้เขียนได้โดยตรง

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทางสาธารณสุข รวมทั้งเภสัชกรใจดี ที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ 

โรคผิวหนังจากเชื้อรา รักษาอย่างไร ให้หายขาด โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=405060


http://www.oknation.net/blog/DIVING/2009/02/24/entry-1
รูปประกอบจาก

http://tmfpff.blogspot.com/2011/06/mycology.html

http://online.wsj.com/media/110311pod01_J.jpg

http://www.world-of-fungi.org/Sec04_14.htm