แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำจัดเชื้อรา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำจัดเชื้อรา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คู่มือกำจัดเชื้อราในเฟอร์นิเจอร์หลังน้ำลด

ถึงเวลากลับบ้านกันแล้วสำหรับผู้ประสบอุทกภัยซึ่งต้องอพยพออกจากบ้านแสนรัก เพราะถูกน้ำท่วมขัง นอกเหนือจากงานหนักในการฟื้นฟูบ้าน ที่น่ากลัวกว่าคือเชื้อโรคเชื้อร้ายที่พักบ่มยึดครองบ้านเรามาโดยตลอด โดยเฉพาะบ้านที่น้ำท่วมนานแค่เพียง 2 วันก็ย่อมมีโอกาสเกิดเชื้อรา มาโจมตีได้แบบที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เรื่องอะไรต้องมาประสบภัยเชื้อรากันอีกละเนี่ย? มาดูวิธี ตรวจ กำจัด ป้องกันเชื้อราที่อาจพาโรคกันดีกว่า 


รู้จักเชื้อรา 
เชื้อรา มีทั้งชนิดก่อให้เกิดโรค และไม่ก่อให้เกิดโรค โดยมี “สปอร์” เป็นส่วนประกอบหนึ่งเพื่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ซึ่งสปอร์นี้มีขนาดเล็กเพียง 3 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ล่องลอยอยู่ในอากาศ จึงไม่มีใครหลีกพ้นการหายใจเอาสปอร์เข้าไปได้ แต่กระนั้นก็ไม่ต้องตกใจเกินไป เพราะร่างกายของคนเรา มีภูมิคุ้มกันหรือระบบต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม อีกทั้งไม่ใช่เชื้อราทุกชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ใครบ้างที่ต้องระวัง ก่อนเข้าบ้าน
แต่ผู้ที่ต้องระวังเชื้อราตัวร้ายเล่นงาน คือ ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ คนที่มีอาการภูมิแพ้ คนที่ภูมิต้านทานไม่ดี เช่น ป่วยเบาหวาน กินยาสเตียรอยด์ ผู้ติดเชื้อ HIV หากผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้เข้าไปในบริเวณที่มีเชื้อรา เช่น ภายในตัวบ้านที่เพิ่งถูกน้ำท่วมขัง หรือทำความสะอาดแล้วแต่กำจัดเชื้อราไม่หมด เชื้อราที่ยังอยู่มักทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูลไหล ระคายเคืองทำให้ตา จมูก หลอดลมเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน  เป็นผื่นลมพิษ ปอดอักเสบจากภูมิแพ้ ส่วนคนเป็นโรคหอบหืดจะเป็นรุนแรงมากขึ้น ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก จะถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียน เลือดออกในปอดและจมูก
เพื่อความปลอดภัยจากเชื้อรา คนอ่อนแอเข้าลักษณะข้างต้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเป็นทัพหน้าทำความสะอาดบ้าน ส่วนผู้ที่ต้องทำความสะอาดบ้าน ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรือสุขภาพไม่แกร่งเต็มร้อย “จำเป็นต้องสวมเครื่องป้องกัน” ประกอบด้วย รองเท้าบูทยาง ถุงมือยางหรือถุงมือทำงานบ้านเพื่อป้องกันเชื้อรามาสัมผัสผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่มีบาดแผลที่มือและเท้า, แว่นป้องกันตา ชนิดครอบตาแบบไร้รูระบาย ป้องกันเชื้อรากระเด็นเข้าตา, และหน้ากาก ชนิดเอ็น95 ป้องกันการหายใจเอาเชื้อราเข้าไป โดยหน้ากากผ้าหรือแบบฟองน้ำไม่เพียงพอต่อการป้องกัน 
สำรวจบ้าน ลาดตระเวณหาเชื้อรา
“ดูด้วยตา” หารอยเชื้อราที่ขึ้นเปื้อนตามผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ และ “ดมกลิ่น” ลักษณะกลิ่นเชื้อราจะเหม็นอับทึบ เหม็นคล้ายกลิ่นดิน ทั้งนี้ในภาวะหลังน้ำท่วมจะทำให้ภายในบ้านมีความชื้นสูง อากาศไม่ค่อยถ่ายเท จึงเกิดเชื้อราได้ง่าย บริเวณที่พบเชื้อราได้บ่อย มีทั้งผนัง ฝ้าเพดาน พื้นไม้ ใต้พรม วอลล์เปเปอร์ ผ้าม่าน ผนังด้านในของท่อแอร์ โครงผนังเครื่องปรับอากาศ ตู้เสื้อผ้า เสื้อผ้า หนังสือ ฟูก เตียง หมอน เครื่องหนัง ภายในห้องน้ำ ห้องครัว ร่องยาแนวกระเบื้องและยาแนวต่างๆ ม่านพลาสติก กระจกเงา ซิลิโคน ปลอกไฟเบอร์ เสื่อน้ำมัน และกระเบื้องยาง เป็นต้น
ขณะที่วิธีสำรวจว่ามีเชื้อราหลังน้ำท่วมหรือไม่ ทำได้ 2 วิธี คือ 
อย่าเสียดาย ถ้าไม่แน่ใจ
เมื่อสงสัยว่าสิ่งของใดมีเชื้อรา ต้องยึดหลักที่ว่า When in doubt, take it out หรือสิ่งของใดที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมดจดให้ทิ้งไป โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุนซึ่งไม่สามารถชะล้างและทำให้แห้งได้ มักจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอยู่ต่อไป อาทิ พรม รองพื้นพรม ฝ้าเพดานยิปซัม ฝ้าผนังผลิตภัณฑ์ไม้ที่บดอัดขึ้นรูป กระดาษ และฉนวน ทั้งนี้เชื้อราที่ตายแล้ว ก็ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้
วิธีทำความสะอาดบ้านให้ปลอดเชื้อราที่พึงปฏิบัติ 

ควรรีบทำความสะอาดพื้นและผนังด้วยการขัดล้างให้เร็วที่สุด ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังน้ำลด แยกพื้นที่ที่จะทำให้อยู่ในวงจำกัดทีละมุมของบ้าน ขณะทำความสะอาดให้เปิดประตูและหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ พร้อมทั้งเปิดพัดลม หรือใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่อง เพื่อช่วยให้แห้งเร็วไม่อับชื้น หากเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศควรล้างทำความสะอาดไปพร้อมกันด้วย
ขั้นตอนและสูตรน้ำยากำจัดเชื้อรา 
  1. เริ่มแรกให้ล้างด้วยน้ำและสบู่เพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน 
  2. จากนั้นขัดล้างต่อด้วยน้ำยา 0.5% โซเดียม ไฮโปคลอไรท์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา หรือสามารถผสมน้ำยาใช้เอง จากผงฟอกขาว สัดส่วน 1 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำ 1 แกลลอน สำหรับสารฆ่าเชื้อราหาซื้อได้จากร้านยา ร้านเคมีภัณฑ์ ร้านขายอุปกรณ์เกษตร ร้านเคมีภัณฑ์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ หรือห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ยังมีน้ำยาฆ่าเชื้อรา สูตรแบบอ่อน ใช้น้ำส้มสายชู สูตรกลั่นหรือหมัก (ควรมีความเข้มข้นอย่างน้อย 7%) ใช้กับกระดาษดีกว่าผ้าเพราะไม่ต้องซัก หรือใส่ขวดสเปรย์ก็ได้ สเปรย์ทิ้งไว้ราว 5-10 นาทีแล้วเช็ด กำจัดได้ในระดับน่าพอใจ 80% แต่ไม่สามารถฆ่าสปอร์ได้
  3. กรณีที่ขัดผนังปูนหรือพื้นผิวที่หยาบ แนะขัดด้วยแปรงอย่างแข็ง ส่วนการขัดพื้นผิววัสดุที่ขึ้นรา มีสภาพแห้ง รามีลักษณะฟูจนเห็นเส้นใยโผล่ออกมา ระวังห้ามใช้ผ้าแห้งเช็ด เพราะสปอร์ของเชื้อราอาจฟุ้งกระจาย รวมไม่ควรเปิดพัดลมด้วย โดยให้ใช้ทิชชูเนื้อเหนียวแผ่นหนาใหญ่ หรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ชุบน้ำเปียกหมาด เช็ดพื้นผิววัสดุจากล่างขึ้นบน หรือซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย โดยเลือกเอาทางเดียว ห้ามเช็ดย้อนไปมา ทิชชูหรือหนังสือพิมพ์ที่ใช้เช็ดครั้งเดียวต้องทิ้งโดยบรรจุถุงปิดปากมิดชิด เพราะการนำกลับมาเช็ดซ้ำไปซ้ำมาจะทำให้เชื้อราที่หลุดแล้วกลับไปติดใหม่

สุดท้าย เมื่อเก็บกวาดเช็ดถูและกำจัดเชื้อราไปแล้ว หากไม่มั่นใจ สามารถทำซ้ำได้ ทั้งนี้ควรเฝ้าระวังการเกิดเชื้อราขึ้นใหม่ ด้วยการลดกิจกรรมที่ทำให้มีความชื้นในอากาศนานๆ อาทิ การตากผ้าในบ้าน การต้มน้ำหรือทำอาหารในบ้าน การปิดเครื่องปรับอากาศแล้วเปิดหน้าต่างทันที
แหล่งข้อมูล 

  • อาทิตยา ร่วมเวียง ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ 
http://www.dailynews.co.th/article/440/1983
  • รูปประกอบ
  • http://trueguru.truelife.com/blog2/entry/36698
  • http://www.chonburiguide.com/8663/สาระความรู้/ความรู้ทั่วไป/การทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด.html

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กำจัดเชื้อราในบ้านหลังน้ำลดอย่างง่ายๆ และได้ผล โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

หลังจากผ่านมหาอุทกภัยไปแล้ว เมื่อเรากลับไปบ้าน น้ำที่ท่วมขังอยู่นาน นอกจากจะก่อให้เกิดความสกปรกอยุ่แล้ว ปัญหาต่อเนื่องที่ตามมาก้อคือ "เชื้อรา" ที่อาจเติบโตมาจากเชื้อที่แพร่มากับมวลน้ำ หรือบ่มเพาะเองมา จากความชื้นที่เป็นปัจจัยทำให้เชื้อรากลายเป็นเชื้อร้ายเติบโตมาเกาะกินเฟอร์นิเจอร์ 
เชื้อนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเท่านั้น อาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้าน โดยเฉพาะลูกรักของเราที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้ หรือโรคในระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ของเราที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งอาจแพ้และไวต่อการติดเชื้อรา ดังนั้น มารุ้จักวิธีง่ายๆในการดูแลเพื่อป้องกันและกำจัดปัญหาเชื้อรา อย่างได้ผลและปลอดภัยกันดีกว่า 

การแก้ไขปัญหาเชื้อราในบ้าน
  • เตรียมตัวให้พร้อม
    1. วันที่กลับไปดูบ้านหลังจากน้ำท่วม ไม่ควรให้คนในบ้านที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคในระบบทางเดินหายใจ เด็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ กลับเข้าบ้านจนกว่าจะทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย
    2. แต่งกายให้รัดกุมโดยการสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมถุงมือยาง รองเท้ายาง เอี๊ยมกันน้ำ หมวกคลุมผม แว่นตา และหน้ากาก
    3. สำหรับแว่นตาควรเลือกแบบที่แนบสนิทกับใบหน้าและไม่มีรูระบายอากาศ ในบริเวณที่พบเชื้อราควรใช้หน้ากากชนิด N-95 ที่มีขนาดเหมาะสมกับใบหน้า เพื่อป้องกันการสูดดมเอาเชื้อโรคและเชื้อราเข้าไป (สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาและเวชภัณฑ์) ทั้งนี้หน้ากากกันฝุ่นและผ้าเช็ดหน้าไม่สามารถกันเชื้อราได้ เนื่องจากสปอร์ของเชื้อรามีขนาดเล็กมาก
    4. เปิดหน้าต่าง ประตูเพื่อระบายอากาศและความชื้นให้ออกไปจากตัวบ้านอย่างน้อย 30 นาทีก่อนเข้าไปในตัวบ้าน และควรเปิดหน้าต่าง ประตูบ้านให้อากาศถ่ายเทสะดวกระหว่างทำความสะอาดบ้าน

  • เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด 
    1. เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด ได้แก่ แปรงขัด น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ อาจซื้อแบบสำเร็จรูป หรือสามารถทำได้เองง่ายๆ
    2. น้ำยาฆ่าเชื้อราที่สามารถทำได้เอง ได้แก่
      • น้ำส้มสายชู ของแท้ที่ได้ผสมอะไรมาก่อนนะครับ เราสามารถนำมาเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อราอย่างอ่อน สามารถฆ่าเชื้อราได้ประมาณ 80% แต่ไม่สามารถฆ่าสปอร์ได้ จะเลือกใช้ชนิดหมักหรือกลั่นก็ได้ ควรมีความเข้มข้นอย่างน้อย 7% อาจฉีดพ่นทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วเช็ดออก ควรระวังในการกระเด็นเข้าตา เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน
      • ผลิตภัณฑ์ฟอกขาวที่มีส่วนผสมของสารประกอบคลอรีน หรือชื่อทางเคมีว่า sodium hypochlorite เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อราชนิดเข้มข้น เราสามารถหาซื้อได้ง่าย ก้อหลายยี่ห้อที่มีขายน่านแหละครับ ดูๆสูตรว่ามีเจ้าตัวนี้อยุ่ น้ำยาฟอกขาว Sodium Hypochlorite ที่ซื้อมาใช้ ข้างขวดจะบอกความเข้มข้มต่างกันไป ยกตัวอย่าง ไฮเตอร์ขวดฟ้า-ชมพู จะมีความเข้มข้น 6.25% ถ้าจะเตรียมไว้ใช้ฆ่าเชื้อราอย่างง่ายๆ คือ ตวงน้ำยาจากขวดไฮเตอร์ 1 ฝา (ใช้ฝาอะไรก็ได้ตวง) ใส่ถังไว้ แล้วตวงน้ำประปา 9 ฝา จะได้ Sodium Hypochlorite 0.625% ก้อเพียงพอต่อการไปใช้แล้ว แต่ทุกครั้ง ก่อนใช้ ให้ผสมใหม่ทุกครั้งก่อนใช้งานเท่า เนื่องจากสารละลายดังกล่าวพอผสมแล้ว ไม่ได้ใช้ มันจะเสื่อมสภาพได้เร็ว 
                  ข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกขาว
      1. ห้ามผสมผลิตภัณฑ์ฟอกขาวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากทำให้เกิดก๊าซที่เป็นอันตรายและเป็นพิษ
      2. ขณะทำความสะอาดควรเปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท เนื่องจากผลิตภัณฑ์ฟอกขาวอาจทำให้ระคายเคืองเยื่อบุตาและทางเดินหายใจได้
      3. ผู้ทำความสะอาดจะต้องสวมหน้ากากอนามัย N95 ถุงมือ รองเท้าบูท และแว่นตาป้องกันตลอดเวลา
      4. อ่านฉลากทุกครั้งก่อนใช้ ห้ามสัมผัสกับผลิตภัณฑ์โดยตรง และเก็บผลิตภัณฑ์ให้พ้นมือเด็ก
    • สำรวจบ้าน
      1. สังเกตบริเวณที่น้ำท่วมว่ามีเชื้อราเกิดขึ้นที่บริเวณใดบ้าง โดยเฉพาะในห้องใต้ดิน ห้องครัว และห้องน้ำ รวมถึงเพดาน กำแพง พื้น ขอบหน้าต่าง ท่อน้ำที่มีการรั่วซึม ใต้พรม ใต้-หลังเฟอร์นิเจอร์ หรือใต้วอลเปเปอร์
      2. การสังเกตเชื้อราอาจใช้การดูด้วยตาเปล่า หรือใช้การดมกลิ่น ซึ่งจะได้กลิ่นเหม็นอับทึบหรือเหม็นคล้ายกลิ่นดิน
    • ทิ้งสิ่งของที่พบเชื้อราและไม่สามารถทำความสะอาดได้
      1. อย่าเสียดายไปเลยครับ เก็บไว้ก้อใช้งานไม่ได้ ซ้ำร้ายจะก่อให้เกิดโรคร้ายแพร่ต่อเราได้อีกด้วย หากมีของใช้และของแต่งบ้านที่เปียกน้ำเกิน 48 ชั่วโมง โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุนและสิ่งของซึ่งยากต่อการทำความสะอาดหรือทำให้แห้ง ไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมด เช่น พรม ที่นอน เบาะผ้า วอลเปเปอร์ ผลิตภัณฑ์หนัง กระดาษ ไม้ หมอน ตุ๊กตายัดไส้ ควรทิ้งไปโดยใส่ถุงพลาสติกและมัดให้แน่นเพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อรา
      2. สำหรับวอลเปเปอร์และผนังที่ขึ้นราควรลอกออกให้หมด และทำความสะอาดด้วยแปรงแข็งและน้ำยาฆ่าเชื้อ ไม่ควรติดวอลเปเปอร์หรือทาสีทับลงไป เพราะจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและมีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้
    • ทำความสะอาดและกำจัดเชื้อรา
      1. ทำความสะอาดพื้น ผนัง เพดาน และสิ่งของที่ปนเปื้อนด้วยน้ำและสบู่หรือน้ำยาล้างจาน ขัดให้คราบสกปรกหลุดออกให้หมด
      2. กำจัดเชื้อราที่อยู่ตามพื้นผิวที่แข็ง เช่น พื้นห้อง เตา อ่างล้างจาน ของเล่นเด็ก เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร จาน พื้นโต๊ะ และอุปกรณ์อื่นๆ โดยทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฟอกขาว 1 ถ้วย (240 มล.) เจือจางกับน้ำสะอาด 1 แกลลอน (3.8 ลิตร) ถ้าพื้นผิวมีความหยาบให้ใช้แปรงแข็งๆ ขัดทำความสะอาด แล้วจึงล้างพื้นผิวนั้นด้วยน้ำสะอาด 
      3. ถ้าพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาดแห้งและเห็นเป็นราขึ้นฟู ควรเช็ดด้วยกระดาษชำระเนื้อเหนียว พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย หากใช้ผ้าแห้งหรือกระดาษแห้งๆ เช็ดอาจทำให้สปอร์ของราฟุ้งกระจายมากขึ้น วิธีเช็ดควรเช็ดไปในทิศทางเดียว เช่น บนลงล่าง หรือซ้ายไปขวา แล้วทิ้งกระดาษไป ห้ามเช็ดย้อนไปมา เพราะจะทำให้บริเวณที่เช็ดราออกไปแล้วปนเปื้อนราได้อีก จากนั้นเช็ดด้วยน้ำสบู่
      4. สำหรับเสื้อผ้าหรือสิ่งของที่ทำด้วยผ้า เช่น ผ้าม่าน ผ้าห่ม เมื่อซักทำความสะอาดแล้วให้นำมาต้มฆ่าเชื้อ และตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้
      5. ระหว่างทำความสะอาดให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อช่วยระบายอากาศห้ามเปิดแอร์หรือพัดลมเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อรา
    • ทำให้แห้งและควบคุมความชื้น
      1. หลังจากทำความสะอาดและกำจัดเชื้อราแล้ว ให้ใช้พัดลมเป่าในบ้านและอุปกรณ์ต่างๆ ให้แห้งสนิท
      2. หากมีการรั่วซึมของน้ำภายในบ้าน เช่น หลังคา ผนัง ต้องรีบแก้ไข เพราะความชื้นเป็นสาเหตุสำคัญของการเจริญเติบโตของเชื้อรา
      3. เฝ้าระวังไม่ให้ภายในบ้านอับชื้น โดยความชื้นที่มักไม่เกิดเชื้อราคือที่ระดับความชื้น 40-60% คอยตรวจสอบบริเวณที่เคยพบเชื้อราและบริเวณที่อับชื้นไม่ให้เกิดเชื้อราขึ้นอีก
    ข้อควรระวังในการกำจัดเชื้อรา
      1. แต่งกายรัดกุม สวมชุดทำความสะอาดที่เตรียมไว้
      2. เปิดหน้าต่างและประตูบ้านให้มีลมและแดดถ่ายเทได้สะดวก
      3. แยกซักเสื้อผ้าที่สวมขณะทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนและน้ำยาซักผ้า สำหรับหน้ากากใช้แล้วและขยะที่เกิดจากการทำความสะอาดให้ทิ้งลงในถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิท
      4. หากคนในครอบครัวมีอาการผิดปกติ เช่น คัดจมูก ระคายเคืองนัยน์ตา มีน้ำตาไหล เจ็บคอ ไอ หายใจมีเสียงวี้ด ปวดศีรษะ มีผื่นคันที่ผิวหนังหรือหนังศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์
    แหล่งข้อมูล

    5 ขั้นตอนกำจัดเชื้อราในบ้านหลังน้ำลด, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=42959
    เชื้อราในบ้าน ปัญหาใหญ่หลังน้ำลด, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, http://www.bumrungrad.com/healthspot/November-2011/cleaning-mold-house 
    ศูยน์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณท์, Sodium hypochlorite, http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=203
    ผลิตภัณท์ฟอกผ้าขาว (Bleach) และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่นในสระว่ายน้ำ(Swimming pool sanitizer), Ramathibodi Poison Center, 1st.floor, Research - Welfare Building, Faculty of Medicine, Ramathibodi Hospital Rama, http://www.ra.mahidol.ac.th/poisoncenter/bulletin/bul%20%2001/v9n4/Bleach%20agent.html
    Ellenhorn MJ. Medical Toxicology: Diagnosis and Treatment of Human Poisoning. 2nd ed. Household Poisonings. Baltimore: Williams & Wilkins, 1997. p.1082.
    Rao RB, Hoffman RS. In: Goldfrank LR, Flomenbaum NE, Lewin NA, Weisman RS, Howland MA, Hoffman RS. Goldfrank’s Toxicologic Emergencies. 6 th ed. Connecticut: Appleton & Lange, 1998. p.1409.
    รุปประกอบจาก 
    http://aibob.blogspot.com/2011/11/thailand-great-flood-2011-part-iii.html
    http://www.usavemovingandstorage.com/seek-professional-clean-home/
    http://www.alibaba.com/product-gs/287281352/Medical_uniforms_cap_face_mask_gown.html

    วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

    การกำจัดเชื้อราหลังน้ำท่วม โดย พญ.วิมลมาลย์ พงษ์ฤทธิ์ศักดา


    จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลายโรงพยาบาลได้รับผลกระทบจนไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากพื้นที่ให้บริการต้องจมอยู่ใต้น้ำ แต่เมื่อน้ำลดแล้วปัญหาที่ตามมาคือ มีเชื้อราขึ้นตามที่ต่างๆซึ่งจะเป็นอันตรายต่อทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ การทำความสะอาดอาคารที่มีน้ำท่วมขังจากปัญหาดังกล่าว นอกจากการล้างทำความสะอาดและเก็บกวาดสิ่งสกปรกแล้ว ควรจะมีการสำรวจดูด้วยว่า บริเวณใดมีเชื้อราเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะถ้ามีน้ำท่วมขังนานกว่า 2 วันขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดเชื้อราขึ้นได้แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม บริเวณที่มักมีเชื้อราซ่อนอยู่ได้แก่ ใต้พื้น,บริเวณฝ้าเพดาน,ท่อน้ำที่มีการรั่วซึม หรือใต้วอลเปเปอร์โดยเฉพาะวัสดุบุผนังที่เป็น vinyl จะแห้งแต่ภายนอกเท่านั้น แต่จะเก็บกักความชื้นไว้ข้างใต้ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี

    การสำรวจว่ามีเชื้อราหลังน้ำท่วมหรือไม่ อาจทำได้ 2 ทาง คือ 



    1. ดูด้วยตา เช่น พบเห็นผนังมีรอยเปื้อน หรือมีลักษณะเชื้อราขึ้น 


    2. ดมกลิ่น กลิ่นเชื้อราเป็นกลิ่นเหม็นอับทึบ หรือเหม็นคล้ายกลิ่นดิน ( earthy smell ) หากสงสัยว่ามีเชื้อรา ให้ปฏิบัติดังนี้

    1. When in doubt , take it out ให้ใช้หลักว่าสิ่งของใดที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อราได้หมดจดให้ทิ้งไปเลย โดยเฉพาะวัสดุที่มีรูพรุนซึ่งไม่สามารถชะล้างและทำให้แห้งได้จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอยู่ต่อไป นอกจากนี้เชื้อราที่ตายแล้ว ( dead mold ) ก็ยังอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้

    ถ้าเป็นสิ่งของที่ทำด้วยผ้า หากต้มได้ต้องฆ่าเชื้อด้วยการต้มด้วยน้ำร้อนก่อนจึงจะนำมาใช้อีก

    2. รีบทำความสะอาดพื้นและผนังโดยการขัดล้างให้เร็วที่สุด ภายใน 24 – 48 ชั่วโมงหลังน้ำลด ระหว่างทำความสะอาดให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และเปิดพัดลมเพื่อช่วยให้แห้งโดยเร็วเริ่มแรกควรล้างด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอกเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน 



    แล้วตามด้วยการขัดล้างด้วยน้ำยา 0.5 % sodium hypochlorite ถ้าเป็นการขัดผนังปูนหรือพื้นผิวที่หยาบควรขัดด้วยแปรงชนิดแข็ง ถ้าไม่ใช้น้ำยา 0.5 % sodium hypochlorite อาจผสมน้ำยาใช้เองโดยใช้ผงฟอกขาวที่มีใช้อยู่ตามบ้าน ปริมาณ 1 ถ้วย ตวงผสมกับน้ำ 1 แกลลอนก็ได้ 


    ส่วนผู้ทำความสะอาดต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายได้แก่ 

    1. รองเท้าบู๊ทยาง 



    2. ถุงมือยางสำหรับทำงานบ้าน 


    3. แว่นป้องกันตา 


    4. หน้ากาก N95 เมื่อขัดล้างเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง หรืออาจใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องเพื่อช่วยให้แห้งเร็วขึ้น นอกจากนี้หากพบว่ามีเชื้อราฝังแน่นตามผนัง ไม่สามารถขัดล้างออกได้ควรเปลี่ยนใหม่ ไม่ควรทาสีทับ และหากเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศควรล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศไปพร้อมกันด้วย