แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำท่วม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำท่วม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โรคผิวหนังจากเชื้อรา กลากและเกลื้อนต่างกันอย่างไร โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

หากบ้านของเราจมน้ำมากกว่า 2 วัน แล้วมีเชื้อราฝังอยู่ตามของใช้ เครื่องเรือน แล้วเราล้างออกทำความสะอาดได้ไม่หมด พอเราเข้าบ้านแล้วไปสัมผัสติดเชื้อราเข้าให้แล้วหล่ะก้อมา โรคผิวหนังจากเชื้อราที่เกิดได้บ่อยก้อคือโรคกลากและโรคเกลื้อน  หากเราไปติดมาแล้วมีอาการคันคะเยอ เกาไปมาจนผิวแตกแล้ว ก้อยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไรกันแน่ เรามารู้จักกันหน่อนดีไหมว่า กลากหรือเกลื้อนต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้ไปรักษาได้ถูกต้องต่อไป

เชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนัง มีอยู่หลายตระกูล
ได้เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเจ้าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังต่างๆนั้น มีอยู่หลายชนิด ทำให้มีอาการของโรคต่างๆกันไปแล้วแต่สายพันธุ์และตำแหน่งแห่งที่ของการเกิดติดเชื้อ แต่ในบ้านเราโรคเชื้อราที่ชาวบ้านอย่างเราๆเป็นกันได้บ่อย ได้แก่ กลากและเกลื้อนนั่นยังไงครับ

มารู้จักกลากกันก่อน

กลาก หรือที่ชาวบ้านฝรั่งเรียกว่า ring worm หรือ tinea นั้น เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ ซึ่งชอบมาเกาะและเจริญเติบโตอยู่ในผิวหนังชั้นนอกสุด รวมทั้งเส้นผมและเล็บ โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย (ซึ่งต่างจากเกลื้อนซึ่งติดต่อได้ยากกว่า) โดยการที่คุณไปสัมผัสกับคนที่เป็นโรคนี้อยู่แล้วโดยตรง หรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นอยู่ หลายท่านก็อาจติดมาจากเครื่องมือทำผมที่ปนเปื้อนเชื้อราจากร้านตัดผม หรือร้านเสริมสวย ในเด็กเล็กๆอาจติดมาจากการคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว หรืออาจติดมาจากเพื่อนๆจาก สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนก็ได้

โรคกลากนี้ไม่เลือกเพศและวัย มีโอกาสเป็นได้เท่ากันหมด แต่ถ้าหากคุณๆมีเหงื่อออกมาก ผิวหนังอับชื้นง่าย หรือคุณๆที่มีภูมิต้านทานไม่ดีเช่นเป็นเบาหวานหรือรับประทานยากดภูมิอยู่ก็จะมีโอกาสเป็นได้มากขึ้น

ตำแหน่งที่โรคกลากเกิดได้นี้ อาจขึ้นตามผิวหนังได้แทบทุกส่วนของร่างกาย เช่น คอ ลำตัว แขนขา ศีรษะ เล็บ เป็นต้น ถ้ามันไปเกาะที่ขาหนีบหรือก้นรวมทั้งอวัยวะเพศ จะเรียกว่า สังคัง ซึ่งพบมากในคนที่มีเหงื่ออับชื้นในบริเวณนี้ ถ้าโรคกลากไปขึ้นที่ เท้า ง่ามนิ้วเท้า นิยมเรียกว่า ฮ่องกงฟุต หรือน้ำกัดเท้า พบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายมักใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ทำให้อับชื้น นอกจากนี้ยังพบในคนที่ย่ำน้ำเท้าเปียกบ่อยๆ

อาการของโรคนี้ที่ชัดเจนก็คือ เริ่มแรกมักเกิดเป็นตุ่มขนาดเล็กๆ แล้วจะขยายตัวกลายเป็นผื่นสีแดงเข้มขึ้นที่มีวงรอบกว้างขึ้นเรื่อยๆ บริเวณขอบๆของวงแหวนมักจะนูนหนาเป็นขอบสูง ในขณะที่ผิวหนังตรงกลางจะบุ๋มลงไปหรือเป็นผิวปกติ โรคกลากนี้ถ้าไม่ได้รักษาที่ถูกต้อง มักจะเป็นเรื้อรังและลุกลามขยายไปทั่วร่าง เป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ในรายที่เป็นกลากขึ้นที่ศีรษะ ถ้าหากปล่อยให้เป็นมาก ก็อาจทำให้หนังศีรษะติดเชื้อราอักเสบจนกระทั่งหนังศรีษะลุกลามเป็นแผลมีหนอง ผมจะร่วงเป็นหย่อมๆอย่างถาวรได้เนื่องมาจากปลายรากผมถูกทำลายไปได้ ส่วนถ้ากลากไปขึ้นที่เล็บ ก็อาจทำให้เล็บเปลี่ยนสี ผุกร่อนไปพร้อมๆกันทั้งมือไปก็ได้

แล้วเกลื้อนล่ะ
เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคเกลื้อนเป็นคนละชนิดกับกลาก เชื้อนี้ชอบบริโภคไขมันที่อยู่บริเวณผิวหนังจึงพบเกลื้อนนี้ได้บ่อยในผิวหนังที่มีไขมันอยู่เยอะๆและมีความชื้นของเหงื่อ เช่น แก้ม ซอกคอ หน้าอก แผ่นหลัง สะเอว

อาการของโรคจะต่างจากกลากคือ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นดวงเล็กๆ เป็นสีขาว สีแดง หรือน้ำตาล มักไม่มีค่อยมีอาการคันเหมือนกลาก คนไข้จึงไม่ค่อยรีบเข้ารับการรักษา พอปล่อยทิ้งไว้ เจ้าดวงเล็กๆดังกล่าวก็จะขยายตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้น กระจายเต็มไปทั่วผิวหนังเต็มไปหมด ระยะนี้คนไข้มักจะโดนทักจากเพื่อนๆว่า ทำไมมีรอยด่างๆเต็มแก้ม รอบคอไปหมด จึงจะค่อยไปพบแพทย์

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกลากหรือเกลื้อน
เมื่อคุณไปพบแพทย์ อาจจะขูดเอาผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคอย่างบางๆ เพื่อไปส่องกล้องพิสูจน์ดูว่าเป็นเชื้อราสายพันธุ์กลากหรือ

ตอนต่อไป จะเป็นการตรวจเพื่อนำไปสู่การรักษาเพื่อให้หายขาด หากคุณๆอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโรคนี้ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากเภสัชกรใจดีที่ร้านยาหรือที่โรงพยาบาลได้เลยครับ พวกเราเภสัชกรยินดีและเต็มใจรับใช้พี่น้องครับ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เกิดบาดแผลต่างๆ ระหว่างน้ำท่วม ดูแลอย่างไรให้หายเร็วๆ

ระหว่างน้ำท่วมหรือกลับมาบ้านในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว ก็ได้เวลาที่เจ้าของบ้านจะกลับเข้ามาฟื้นฟูบ้านตัวเองเสียที เชื่อว่าหลายบ้านที่ถูกน้ำท่วมขังนาน ๆ อาจต้องซ่อมแซมบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้กันใหม่ และแน่นอนว่า การทําความสะอาด จัดเก็บบ้านและข้าวของเครื่องใช้ภายหลังน้ำท่วมอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ และบาดแผลได้เลยทีเดียว


          อ๊ะ อ๊ะ ช้าก่อน!!! อย่าคิดว่าเป็นแผลนิดหน่อยแล้วเรื่องเล็กนะคะ เพราะหากดูแลบาดแผลไม่ดี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หากเป็นแผลเรื้อรังเนื้อเยื่อเกิดการเน่า ทําให้อาจต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้งไป หรือเสียชีวิตได้เลย และหากมีเชื้อโรคบาดทะยักเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล อาจทําให้เสียชีวิตได้เช่นกัน 

          เพราะฉะนั้น มาดูกันดีกว่าว่า ถ้าหากเกิดบาดแผลแล้วจะทำอย่างไร วันนี้ เรามีข้อมูลจาก หนังสือ ภัยสุขภาพ : ป้องกันอย่างไร ในภาวะน้ำลด โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มาบอกกัน



การปฏิบัติเมื่อเกิดบาดแผล

           แผลข่วน แผลถลอก หรือแผลแยกของผิวหนังที่ไม่ลึก จะมีเลือดออกเล็กน้อยและหยุดเองได้ แผลพวกนี้ไม่ค่อยมีอันตราย ให้ทําความสะอาดบาดแผล โดยใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน ไม่จําเป็นต้องปิดแผล แผลจะหายเอง

           แผลฉีกขาด เป็นแผลที่เกิดจากแรงกระแทก หากเป็นวัสดุที่ไม่มีคม แผลมักฉีกขาดขอบกระรุ่งกระริ่ง แผลชนิดนี้เนื้อเยื่อถูกทำลาย และมีโอกาสติดเชื้อมาก ควรทำความสะอาดบาดแผลให้สะอาด ถ้าบาดแผลลึกมากควรนําส่งโรงพยาบาล เพราะผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายจากการติดเชื้อโรคได้



การปฐมพยาบาล


การทำความสะอาดบาดแผล

           ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผล เพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อโรคที่มือ 

           ล้างบาดแผลดวยน้ำสะอาด ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด  

           ใช้สําลีสะอาดชุบน้ำยาแอลกอฮอล์ เช็ดรอบ ๆ แผล โดยเช็ดจากข้างในวนมาข้างนอกทางเดียว ไม่ต้องเช็ดลงบนแผล

           ใส่ยาฆ่าเชื้อโรค เช่น เบตาดีน ลงบนแผล เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ

           ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ หรือผ้ากอซ ไม่ควรใช้สําลีปิดแผล เพราะเมื่อแผลแห้งแล้วจะติดกับสำลี ทําให้ดึงออกยาก เกิดความเจ็บปวด และอาจทำให้เลือดไหลได้อีก

           ทําความสะอาดแผลเป็นประจำทุกวัน

           หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสกปรก หรือเปียกน้ำ เพราะอาจทําให้แผลเกิดการอักเสบ เป็นหนอง หรือหายช้า

           สังเกตอาการอักเสบของบาดแผล เช่น บวม แดง ร้อน สีผิวของบาดแผลเปลี่ยนไป มีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อรักษาต่อไป    


แหล่งข้อมูล

ดูแลอย่างไร ให้บาดแผลหายเร็ว

http://fb.kapook.com/health-33974.html


รูปประกอบจาก
http://net-photography.com/gallery3/index.php/News-and-Features/Flooding-in-Thailand-2011/Flooding_in_Thailand_20111029__NP14972

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

6 โรคร้ายที่ต้องระวัง ภายหลังน้ำลด โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

ภาพน้ำท่วมตลาดสี่มุมเมืองและขยะที่ลอยเกลือ่นจาก http://www.thaitravelnews.net/wp-content/uploads/2011/11/flood_garbage.jpg 
   ช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมา พ่อแม่พี่น้องคงได้สัมผัสทุกข์ภัยจากภาวะมหา
   อุทกภัยและตามมาซ้ำด้วยสภาพน้ำท่วมขัง แม้นในเวลานี้บางพื้นที่ของเรา
  หลายคนก็ยังต้องผจญภัยจากน้ำอยุ่อย่างลำบากอยู่ไปอีกนาน น้ำที่มานั้น
   นอกจากก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเครียดกังวลต่อ
   จิตใจแล้ว น้ำเน่าที่ขังนิ่ง เปียกชื้นหรือใกล้จะแห้งลดลงไปแล้ว ก็ยังส่งผลต่อ         
   สุขภาพอย่างมากมาย 
   เรามาดูกันว่าปัญหาโรคอะไรบ้างที่จะพัวพันเราอยุ่ไปอีกนาน เพื่อเราจะได้รู้
   เพื่อวางแผนการมีสุขภาพดี มีพลังไปสู้ชีวิตหลังน้ำลดต่อไป





ทำไมจึงเป็นโรคได้ง่ายจากน้ำท่วม


น้ำท่วมที่พัดพามา หากเราไปเดินลุยน้ำอาจก่อให้เกิดบาดแผลจากสิ่งที่น้ำพัดพามา หรือหกล้มทำให้เกิดบาดเจ็บ หากเราต้องไปอาศัยอยุ่ในที่มีน้ำขัง น้ำที่นิ่งไม่ไหลเวียนกลับเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคมากมาย ทั้งโรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคฉี่หนู มากมายที่จะกล่าวต่อไป


หากเราต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อโรคแพร่มากับน้ำ หรือพลาดเผลอไปกินอาหารที่ไม่สะอาด ก็จะตามมาด้วยอาการท้องเสีย อาหารเป็นพิษตามมาซ้ำร้ายเราได้อีก แต่มหันตโรคภัยที่แฝงมาทำร้ายผู้คนพร้อมกับน้ำท่วมมากที่สุด ได้แก่โรคผิวหนัง น้ำกัดเท้าและผื่นคัน ไข้หวัด โรคเครียดวิตกกังวล โรคตาแดง โรคอุจจาระร่วง และสัตว์มีพิษกัด เรามาทำความรุ้จักเพื่อป้องกันและรักษาต่อไป


6 โรคร้ายที่เกิดบ่อยได้


ภาพน้ำกัดเท้า 
1. โรคผิวหนัง 


โรคผิวหนังยอดนิยม ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนองซึ่งเกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ไม่สะอาด ไม่แห้งเป็นเวลานาน อาการระยะแรกๆอาจมีอาการเท้าเปื่อย และเป็นหนอง ต่อมาเริ่มมีอาการคันตามซอกนิ้วเท้า และผิวหนังลอกออกเป็นขุย มีผื่น ระยะหลังๆผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตก อาจเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ผิวหนังอักเสบได้


วิธีป้องกันทำได้โดยหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น ถ้าต้องย่ำน้ำ ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ และควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ และเช็ดให้แห้งเมื่อกลับเข้าบ้าน สวมใส่ถุงเท้า รองเท้า และเสื้อผ้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น หากมีบาดแผล ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ หรือเบตาดีน
หากเผลอไปเป็นโรคน้ำกัดเท้า หรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราที่มาจากการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน จนทำให้ราร้ายตัวนี้เจริญเติบโตไปตามซอกนิ้วเท้า โดยเชื้อราจะทำให้ผิวหนังลอกเป็นขุย เกิดผื่นที่เท้าผิวหนังที่เท้าเกิดพุพองเริ่มจากซอกนิ้ว แล้วลุกลามไปถึงฝ่าเท้าและเล็บได้ การรักษา และป้องกันทำได้โดยล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น


2. ไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่


โรคหวัดธรรมดามักเกิดจากเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนบ่อยๆ สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเชื้อโรคแพร่กระจายมาจากน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือสิ่งของใช้ของผู้ป่วย หากเราไปติดเชื้อมา จะเริ่มมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ จาม ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร หากดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์

ไข้หวัดใหญ่ ก็เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสเช่นกัน เชื้อจะแพร่กระจายเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่เชื้อจะฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ เมื่อสูดลมหายใจเอาเชื้อเข้าไป จะไปเจริญอยู่ในลำคอ และเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อน มีไข้สูงมาก 38-40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 วัน ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมมาด้วยจะมีอาการเจ็บคออย่างรุนแรง หากไม่รีบเข้ารับการรักษาหรือคนไข้ที่ภูมิต้านทานไม่ดี อาจรุนแรงกลายเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ปอดบวม ตามมาได้


ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว และป้องกันโดยการล้างมือบ่อยๆ ก่อนกินอาหาร ก่อนและหลังเตรียม/ปรุงอาหารหลังการขับถ่าย หลังหยิบจับสิ่งสกปรก หลังสัมผัสผู้ป่วย หรือสัมผัสสัตว์เลี้ยง และทุกครั้งที่กลับจากนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้มือที่ไม่ได้ล้างสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะตา จมูก ปาก หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย และอยู่ในสถานที่มีคนอยู่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก


3. โรคเครียดวิตกกังวล


เป็นอาการโรคที่เกิดได้หากเราวิตกมากเกินไป ไม่ว่าจะเกิดจากการรับฟังสื่อมากเกินไป หรือไม่ได้วางแผนเตรียมรับน้ำท่วมมาก่อน ความเครียดเป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามองให้เห็นข้อดีจะทำให้เราจะวางแผนรับมือ แต่หากเครียดมากไปจะเกิดผลแย่ลง คือ ส่งผลให้ภูมิต้านทานของเราอ่อนแอลง ทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาซ้ำเติมได้ การรับมือความเครียดทำได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลาย


4. โรคตาแดง
โรคตาแดงเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ความจริงแล้วเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง เพราะส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ถ้าไม่รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ที่น่ากังวลคือโรคนี้ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา น้ำมูกของผู้ป่วย หรือจากใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว


หลังได้รับเชื้อประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปตาอีกข้าง หากดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มต้น มักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ถูกวิธี อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ ทำให้ปวดตา ตามัว


การป้องกันทำได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับแหล่งแพร่เชื้อ และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ให้สะอาดอยู่เสมอ


5. โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร
กลุ่มอาการของโรคนี้ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ตับอักเสบเอ และไข้ทัยฟอยด์นั่นเอง  เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยกินอาหาร ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ทิ้งค้างคืนโดยไม่ได้แช่เย็น และไม่ได้อุ่นให้ร้อนที่อุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ก่อนรับประทานอาหาร
·      
โรคท้องร่วง มีอาการถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกเลือด อาจมอาเจียนร่วมด้วย หากมีอาการรุนแรงโดยถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมากๆ เรียกว่า อหิวาตกโรค
·      อาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้อง ร่วมกับถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
·      โรคบิด มีอาการสำคัญคือ ถ่ายอุจจาระบ่อย อุจจาระมีมูก หรือมูกปนเลือด มีไข้ ปวดท้องและมีปวดเบ่งร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการเรื้อรัง
·      โรคไข้ทัยฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย มีอาการสำคัญคือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาจมีอาการท้องผูก หรือบางรายอาจท้องเสียได้


การรักษาเมื่อเริ่มมีอาการอุจจาระร่วงควรกินหรือดื่มของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และเกลือแร่ ได้แก่ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ โอ อาร์ เอส น้ำแกงจืด หรือน้ำข้าวใส่เกลือ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์


 ภาพหนูตายจากน้ำท่วมจาก http://digifotoblog.com
6. โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส


เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ เชื้อออกมากับปัสสาวะสัตว์แล้วปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง พื้น ดินที่ชื้นแฉะได้นาน เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไชเข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน หรืออาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รด


อาการโรคเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4 -10 วัน โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางคนมีอาการตาแดง อาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือท้องเดิน ถ้าไม่รีบรักษา บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเสียชีวิตได้


ป้องกันโดยสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ หากต้องลุยน้ำ ถ้ามีบาดแผล หลีกเลี่ยงการแช่น้ำนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วต้องรีบอาบชำระร่างกายให้สะอาดโดยเร็ว


สุดท้ายแล้ว การเตรียมตัว รู้จักสถานการณ์ให้มากที่สุด เพื่อการวางแผนทั้งน้ำท่วมและโรคภัยคือคำแนะนำที่ดีที่สุดให้เราได้รักษาชีวิตให้อยุ่รอดและมีความสุขได้มากที่สุด เชื่อว่าทุกท่านคงได้เรียนรุ้บทเรียนที่ดีจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก เภสัชกรร้านยาพร้อมเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพเสมอครับ


แหล่งข้อมูล
เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 28 พย. 2554  
E-mail: utaisuk@gmail.com Facebook: “UTAI SUKVIWATSIRIKUL
ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้นผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ
การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ ของผู้เขียนได้โดยตรง
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากเภสัชกรร้านยาใจดีที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ
รูปประกอบจาก

Flooding and communicable diseases fact sheet, Risk assessment and preventive measures จาก WHO, http://www.who.int/hac/techguidance/ems/flood_cds/en/                  
National Disaster Recovery Framework, FEMA’s Individual and Community Preparedness Division and Recovery Division are joining together to co-host a webinar about the recently released National Disaster Recovery Framework (NDRF), http://www.fema.gov/recoveryframework/index.shtm
ภัยสุขภาพป้องกันอย่างไร ในสภาวะน้ำลด , สำนักโรคติดต่อทั่วไป, http://www.ddc.moph.go.th/emg/flood/index.php
แนวทางการดูแลรักษาโรคติดเชื้อต่างๆ ในภาวะอุทกภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์, ศูนย์ประสานจัดการความรู้เพื่อรับมือภัยพิบัติ (ศจภ.), http://www.k4flood.net/newweb/index.php/2011-10-27-07-00-36/2011-11-14-18-17-31/30-2011-11-18-16-53-42
พญ. วลัยอร ปรัชญพฤทธิ์ , ปัญหาสุขภาพและโรคผิวหนังหลังน้ำท่วม, สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์, http://www.inderm.go.th/alumni/journal_alumni/j_20/fil.%2008-Review%20A.pdf
โรคที่มักเกิดหลังน้ำท่วม, ศูนย์ประสานจัดการความรู้เพื่อรับมือภัยพิบัติ (ศจภ.), http://www.k4flood.net/newweb/index.php/2011-10-27-07-00-36/2011-10-27-07-09-00/2011-11-09-14-20-53
พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคผิวหนังเด็ก, การดูแลแผลหลังน้ำท่วม, http://www.skinhospital.co.th/knowledge/get-to-know/?c_id=186
พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคผิวหนังเด็ก, ปกป้องผิวจาก...ภัยน้ำท่วม, http://www.skinhospital.co.th/knowledge/get-to-know/?c_id=185
พญ.สุเพ็ญญา  วโรทัย , นพ.สุมนัส  บุณยะรัตเวช, ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม, สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย , http://www.dst.or.th/know_details.php?news_id=70&news_type=kno
ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์ พ.บ.,  น้ำยาฆ่าเชื้อ, วารสารคลินิก เล่ม : 282 , เดือน-ปี : 06/2551, โรงพยาบาลบ้านแหลม, จังหวัดเพชรบุรี, http://www.doctor.or.th/node/7086
น้ำยาฆ่าเชื้อ, ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์นครราชสีมา, กระทรวงสาธารณสุข ,
http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/nakhonratchasima/ข่าววิชาการ/ลำดับที่_01_น้ำยาฆ่าเชื้อ.htm
รองศาสตราจารย์แม้นสรวง วุฒิอุดมเลิศ , EM Ball (อีเอ็มบอล), ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=79
เภสัชจุลชีววิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล การทำให้ปราศจากเชื้อและการฆ่าเชื้อ. 2531: 77-81.
นรีกุล สุรพัฒน์. Medical Microbiology:Quality Control in Clinical Microbiology. 2526: 265-269.

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คู่มือเภสัชกร เตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

หลังจากพี่น้องรวมชาติของเรา ตั้งแต่ภาคเหนือไล่มาตอนกลางตอนบนของเราได้รับทุกข์เข็ญจากอุทกภัยกันถ้วนทั่วมาแล้ว  อีกไม่น่าเกินเสาร์ อาทิตย์นี้ที่มวลน้ำมหาศาลจะเดินทางมาถึงมหานครแห่งเทพที่เราสุขสบายกันมา แต่ในฐานะเภสัชกรที่ได้มองเห็นว่า ภัยน้ำท่วมได้ไปกระหน่ำโรงพยาบาลและร้านยาทั้งหลายในภาคเหนือและภาคกลางมาอย่างไร 

เราจึงได้ตามไปสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันภัยและรับมือจากน้ำท่วม จนได้พบ “คู่มือรับมือสถานการณ์น้ำท่วม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรับแผนภัยภิบัติจากคุ่มือ Best Practices for Hospital & Health-System Pharmacy 2010-2011 ที่จัดทำโดย American Society of Health-System Pharmacists, Ashp ซึ่งเราได้นำบางส่วนมาให้ได้ชมและ เภสัชกรทุกท่านที่สนใจ สามารถไปค้นเพิ่มเติมข้อมูล และสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชั่นเต็มได้ ที่นี่
http://books.google.com/books?id=98sxlWPmWHIC&pg=PA269&lpg=PA269&dq=emergency+plan+flooding+retail+pharmacy&source=bl&ots=9CIljM24Ok&sig=OO1LNzArJdzCidsZ2yPPsveyh2E&hl=th&ei=NpWSTriHE8-trAfrqeijAQ&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=7&ved=0CFgQ6AEwBg#v=onepage&q&f=false

สำหรับเภสัชกรโรงพยาบาล โดยตรงเรามี Hospital Disaster Plan เพื่อให้ท่านสามารถนำไปใช้เป็นคุ่มือรับมือน้ำท่วมหรือภัยภิบัติต่างๆโดยตรง ซึ่งเราได้นำบางส่วนมาให้ได้ชมและ เภสัชกรดรงพยาบาลทุกท่านที่สนใจ สามารถไปค้นเพิ่มเติมข้อมูล และสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชั่นเต็มได้ ที่นี่
http://www.dhs.wisconsin.gov/rl_dsl/hospital/hospitaldisastrplng.htm

ยิ่งไปกว่านั้น เรามีแผนปฏิบัติการการป้องกันอุทกภัยของโรงพยาบาลอินทร์บุรี  ฉบับปี  2553 ที่เราเภสัชกรไทยทั้งหลาย สามารถนำไปดัดแปลง อ้างอิงและใช้ในหน่วยงานของท่านได้อย่างเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เภสัชกรทุกท่านที่สนใจ สามารถไปค้นเพิ่มเติมข้อมูล และสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชั่นเต็มได้ ที่นี่
http://www.google.com/url?sa=t&source=web&cd=6&ved=0CEIQFjAF&url=http%3A%2F%2F203.157.129.5%2Fflood%2Fdoc%2Fin2553.doc&ei=PK-STtScOs3HrQf52b2PAQ&usg=AFQjCNErC26QXajm-IlXfbJ5U_mEV8SHdQ&sig2=rNFD6CDt4F_NUvxyAYcbqg

สุดท้าย ขออำนวยพรมายังเภสัชกรทุกท่าน ทุกหน่วยงานสาขาอาชีพ ที่ปฎิบัติอย่างเต็มกำลังและสติปัญญา พร้อมทำหน้าที่ช่วยเหลือครอบครัวที่รัก คนไข้ มวลหมู่มหาประชาชนที่ท่านรับผิดชอบ พบกันใหม่หลังน้ำลดและรักษาชีวิตไว้ได้นะครับ

รูปประกอบจาก http://hilight.kapook.com/img_cms/movie/tsunami9.jpg

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

รับมือท้องเสียช่วงหน้าฝนและน้ำท่วม โดย เภสัชกรหญิงอภิฤดี เหมะจุฑา



  • ขณะนี้หลายๆ จังหวัดประสบภาวะ “ภัยน้ำท่วม” พี่น้องประชาชนต้องอยู่ในสภาพที่ขาดแคลนน้ำสะอาด เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และเครื่องยังชีพต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการขับถ่ายอุจจาระและการทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลเหล่านี้มีเชื้อโรคปะปนมาอยู่ ถ้าทิ้งมากับน้ำจะทำให้เกิดโรคติดต่อ หากพี่น้องเรานำน้ำที่ท่วมขังมาล้างอาหาร จานชามหรืออุปกรณ์ ประกอบอาหาร เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร อาทิ โรคท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ตามมาได้ในที่สุด เรามีบทความเขียนที่เขียนโดย ผศ. ภญ.อภิรดี เหมะจุฑา และทีมงาน มาเป็นคู่มือป้องกันโรคภัยท้องเสียกันนะครับ


    ถ่ายอย่างไรจึงเรียกว่าท้องเสีย

             อาการท้องเสีย (ท้องเดินหรือท้องร่วง) มีหลายความหมายซึ่งมักสื่อแล้วไม่ตรงกัน ในทางสาธารณสุขคำว่าท้องเสียนั้นจะพิจารณาจากลักษณะของการถ่ายอุจจาระร่วมกับความถี่ (ความบ่อย) ของการถ่ายโดยนิยามของอาการท้องเสียหมายถึง
    • อาการถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติมากกว่าหรือเท่ากับวันละ 3 ครั้ง
    • ถ่ายอุจจาระปนมูกเลือดหรือถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 1 ครั้ง
             อันตรายที่เกิดขึ้นจากภาวะท้องเสียโดยมากเกิดจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายอย่างมากและรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและอ่อนเพลีย ในรายที่เป็นมากหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจช็อกและเสียชีวิตได้ 

    ท้องเสียเกิดจากอะไร
            อาการท้องเสียพบในช่วงหน้าฝนและขณะที่มีอุทกภัยได้บ่อย เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเหมาะสมแก่การเจริญของเชื้อโรค ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อุทกภัยอยู่ในสภาพขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค ขาดเครื่องยังชีพต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการขับถ่ายและการทิ้งขยะซึ่งสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มีเชื้อโรคปะปนอยู่ หากประชาชนนำน้ำที่ท่วมขังมาล้างอาหาร อุปกรณ์ประกอบอาหารหรือชำระล้างร่างกายก็จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดอาการท้องเสียขึ้น อย่างไรก็ตามท้องเสียอาจเกิดจากสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อโรคได้เช่นกัน ดังนั้นควรพิจารณาว่าอาหารที่รับประทานในช่วงวันที่ผ่านมามีโอกาสเป็นสาเหตุได้หรือไม่ เช่นอาหารที่รสจัดมากเกินไป ทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหารจนเกิดท้องเสียขึ้น

    อาการของโรคท้องเสียเป็นอย่างไร อาการเช่นใดที่ต้องรีบพบแพทย์
             นอกจากการถ่ายเหลว เป็นน้ำหรือมูกเลือดตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว อาการอื่นๆ ที่พบร่วมกับท้องเสียนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินความรุนแรงของอาการและเป็นแนวทางให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่นอาการที่แสดงถึงภาวะขาดน้ำของร่างกาย ซึ่งหากมีอาการตามที่จะกล่าวต่อมานี้รุนแรงหรือชัดเจนมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องรีบรับการรักษาอย่างเร่งด่วนในโรงพยาบาล อาการที่แสดงถึงภาวะขาดน้ำได้แก่
    • รู้สึกอ่อนเพลียมาก หน้ามืดหรือวิงเวียนเวลาเปลี่ยนท่าทางจากนั่งเป็นยืน
    • ตาลึกบุ๋ม ไม่ค่อยมีน้ำตา (ถ้าร้องไห้) ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลดลง
    • ปากแห้ง กระหายน้ำบ่อยและมาก
    • มีอาการท้องเสียนานเกิน 2 วัน น้ำหนักตัวลดมากกว่าร้อยละ 5 จากน้ำหนักก่อนท้องเสีย
             นอกจากอาการขาดน้ำ หากผู้ป่วยมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส หรือปวดท้องอย่างรุนแรงหรือถ่ายเป็นมูกเลือดหรือถ่ายบ่อยมากโดยไม่มีท่าทีจะลดลงหรือมีโรคประจำตัวอย่างเช่นเบาหวาน ตั้งครรภ์ เป็นเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุก็ควรไปพบแพทย์เช่นกัน

    การป้องกันท้องเสียทำได้อย่างไรบ้าง
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำสกปรกถ้าไม่จำเป็น ไม่ควรว่าย ลงแช่หรือเล่นน้ำที่ท่วมขัง
    • หมั่นล้างมือด้วยน้ำสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานทุกครั้ง
    • รับประทานแต่อาหารที่ปรุงสุกใหม่ ผ่านความร้อนอย่างเพียงพอ ไม่มีส่วนประกอบของกระทิซึ่งบูดเสียได้ง่าย
    • กรณีที่ไม่สามารถต้มน้ำดื่มได้ อาจใช้สารละลายคลอรีนที่ผลิตโดยกรมอนามัย ความเข้มข้นร้อยละ 2 หยดลงในน้ำอัตราส่วน 1 หยดต่อน้ำ 1 ลิตร แล้วทิ้งไว้ 30 นาทีจึงสามารถดื่มได้
    • สังเกตวันหมดอายุ และพิจารณาสภาพอาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องกระป๋องว่าภาชนะมีสภาพดีหรือไม่? กลิ่นและสีเป็นปกติหรือไม่? ก่อนการบริโภคทุกครั้ง   
    • ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากอุจจาระและขยะด้วยการขับถ่ายในห้องส้วมที่ยังสามารถใช้การได้ ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ห้องส้วมได้ขอให้ประชาชนขับถ่ายอุจจาระในถุง ถ้ามีปูนขาวหรือน้ำยาฆ่าเชื้อให้ใส่ลงในถุงอุจจาระก่อนแล้วปิดปากถุงให้แน่นแล้วแยกไว้ส่งให้ทางการนำไปกำจัดต่อไป
    • สำหรับขยะภายในบ้านก็ให้เก็บรวบรวมใส่ถุงแล้วผูกปากถุงให้แน่นแล้วรวบรวมส่งให้ทางการนำไปกำจัดต่อไปเช่นกัน

  • การรักษาอาการท้องเสียเบื้องต้นทำได้อย่างไรบ้าง
    การรักษาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคือ การทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป โดยการรับประทานน้ำสารละลายเกลือแร่หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าผง โอ อาร์ เอส (ORS)
    • ถ้ามีผงเกลือแร่ ORS สำเร็จที่บรรจุในซอง โดยทั่วไปให้ละลายน้ำ 1 แก้วต่อผงเกลือแร่ 1 ซอง อย่างไรก็ตามควรอ่านข้อความคำแนะนำข้างซองประกอบเนื่องจากบางผลิตภัณฑ์อาจมีปริมาณเกลือแร่แตกต่างไป การใช้น้ำสะอาดละลายผงยาจึงต้องเป็นตามที่ผลิตภัณฑ์นั้นแนะนำ
    • ดื่มสารละลายผงเกลือแร่แทนน้ำ ทุกครั้งที่กระหาย หากถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากให้กะประมาณสารละลายที่ดื่มให้ได้ใกล้เคียงกับที่ถ่ายไป หากมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยๆครั้งแทนการดื่ม
    • ในกรณีที่ไม่สามารถหาผงเกลือแร่ ORS ได้ สามารถเตรียมสารละลายเกลือแร่ขึ้นเอง โดยใช้น้ำตาลทราย 8 ช้อนชาและเกลือป่น 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 ลิตร   
    • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแข็ง อาหารที่ย่อยยากหรืออาหารที่มีกากมาก (เช่น ผัก ผลไม้) กาแฟ เหล้า และอาหารที่มีไขมันมาก ควรรับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารเหลวที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำหวาน ผู้ป่วยท้องเสียส่วนใหญ่สามารถดื่มนมได้ แต่หากดื่มนมแล้วอาการท้องเสียรุนแรงขึ้น ให้เลี่ยงการดื่มนมด้วยเช่นกัน
    • ยาต้านเชื้อจุลชีพหรือยาปฏิชีวนะมีความจำเป็นเฉพาะผู้ป่วยท้องเสียบางรายเท่านั้น โดยอาจพิจารณาได้จากมีไข้สูงร่วมกับอาการหนาวสั่น อุจจาระเป็นมูกหรือมีเลือดปน หรือมีโรคประจำตัวเช่นเบาหวานหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์โดยด่วนมากกว่าการรักษาเองที่บ้านเพราะการใช้ยากลุ่มนี้โดยไม่จำเป็น อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดีเช่นแพ้ยาหรืออาการรุนแรงขึ้น
    • ผู้ป่วยท้องเสียไม่ควรรับประทานยาหยุดถ่าย เนื่องจากยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้นหากท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อโรค
  •  
  • ข้อควรระวังในการรักษาท้องเสียโดยผงเกลือแร่
    • การละลายผงเกลือแร่ต้องใช้น้ำสะอาด ซึ่งหากไม่มั่นใจได้ว่าน้ำนั้นสะอาดพอหรือไม่ ให้ต้มน้ำให้เดือดก่อน จากนั้นรอจนเย็นเท่าอุณหภูมิห้องจึงผสมผงน้ำตาลเกลือแร่
    • ผงเกลือแร่เมื่อผสมน้ำแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง หากหลงเหลืออยู่นานกว่า 24 ชั่วโมงหลังชงให้ทิ้งไป
    • ควรระวังการใช้ในผู้ที่มีปัญหาโรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ส่วนการใช้ในเด็กให้ใช้ชนิดที่ระบุว่า “สำหรับเด็ก” จะเหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น
    • เก็บผงน้ำตาลเกลือแร่ไว้ในที่แห้ง เนื่องจากความชื้นอาจทำให้ผงยาเกาะตัว ละลายได้ยาก
    เอกสารอ้างอิง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิงอภิฤดี เหมะจุฑา

    เภสัชกรหญิงสิรินุช พละภิญโญ
    เภสัชกรกิติยศ ยศสมบัติ
    รับมือท้องเสียช่วงหน้าฝนและน้ำท่วม, คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, www.osotsala-chula.com/administrator/upload/file/ท้องเสีย.pdf

    Atia AN, Buchman AL. Oral rehydration solutions in non-cholera diarrhea: a review. Am J Gastroenterol 2009; 104(10): 2596-604.
    Baldi F, Bianco MA, Nardone G, et al. Focus on acute diarrhoeal disease. World J Gastroenterol 2009; 15(27): 3341-8.
    Bhattacharya SK. Management of acute diarrhoea. Indian J Med Res 1996; 104: 96-102.
    CHOICE Study Group. Multicenter, randomized, double-blind clinical trial to evaluate the efficacy and safety of a reduced osmolarity oral rehydration salts solution in children with acute watery diarrhea. Pediatrics 2001; 107(4): 613-8.
    Diemert DJ. Prevention and self-treatment of traveler's diarrhea. Clin Microbiol Rev 2006; 19(3): 583-94.
    Farthing MJ. Diarrhoea: a significant worldwide problem. Int J Antimicrob Agents 2000; 14(1): 65-9.