วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม จะรู้ได้อย่างไร???



จากข่าวดาราดังแองเจลีน่า โจลี่ ที่สมัครใจเข้าไปตรวจคัดกรองความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งทรวงอก และรับเข้ารับการผ่าตัดทรวงอก เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งนั้น 

คุณผู้หญิงคงอยากรู้แล้วหล่ะว่า มะเร็งเต้านมคือโรคอะไร ใครบ้างมีโอกาสเป็น เราจะสังเกตและดูแลตัวเองอย่างไรดีเพื่อให้รู้ไว้เพื่อป้องกันตนเองต่อไป  


ก้อนที่เต้านม ไม่เจ็บสิน่ากลัว 
              บ่อยครั้งสาเหตุที่คนไข้มาหาหมอ มาจากก้อนที่เต้านมเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ อาการเจ็บเต้านม ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการเจ็บเต้านม มักจะเริ่มสังเกตและคลำที่เต้านม ส่วนหนึ่งจะพบก้อนร่วมด้วย อีกส่วนหนึ่งไม่พบก้อนหรือไม่แน่ใจ แต่มักจะลงเอยด้วยการพบหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งมักจะมาพบหมอค่อนข้างเร็ว ผิดกับผู้ที่มีก้อนที่เต้านม คลำได้ แต่ไม่รู้สึกเจ็บ มักจะปล่อยเอาไว้เพราะคิดว่าไม่เป็นไร


รูปประกอบ: อาการเริ่มต้นของมะเร็งเต้านม
จาก http://th.wikipedia.org/wiki/มะเร็งเต้านม

ซีสมักจะเจ็บ ส่วนมะเร็งมักจะไม่เจ็บ
               ในบรรดาก้อนที่เต้านมนั้น มีโรคกลุ่มหลัก ๆ อยู่ กลุ่ม คือ 1) ซีสเต้านม 2) เนื้องอกเต้านม (ไม่ร้าย) 3) มะเร็งเต้านม ซีสที่เต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน โตก่อนรอบเดือนมาและเล็กลงหลังรอบเดือนมาแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีซีส มักจะเจ็บที่ก้อน ซึ่งผิดกับกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งมักจะไม่ค่อยเจ็บ พบว่าร้อยละ 90 ของคนที่เป็นมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มแรกจะมีแต่ก้อน ไม่มีอาการเจ็บ ผู้หญิงหลายๆ คนมีความเข้าใจผิดคิดว่าก้อนที่ไม่เจ็บคงไม่เป็นไรและปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งก้อนมะเร็งใหญ่โตขึ้นมากแล้วจึงรู้สึกเจ็บได้


มะเร็งเต้านมพบได้บ่อยแค่ไหน
                แนวโน้มคนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นทุกปี ซึ่งกว่าร้อยละ70 ของโรคมะเร็ง เกิดจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป มีมลภาวะเพิ่มมากขึ้น สารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหาร รวมถึงความเครียดภายในจิตใจ จากอุบัติการณ์ในการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉลี่ยแล้วทุก ๆ 3 ชั่วโมง จะพบว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม คน และพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 30 ของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ทั้งนี้อัตราการพบมะเร็งเต้านมในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและวิถีการดำเนินชีวิต เช่น ในประเทศตะวันตก พบมะเร็งเต้านมได้มากกว่า 100 คน ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ แสนคน ส่วนในเอเชียพบน้อยกว่า ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาของไทยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารระบาดวิทยาระดับโลก พบว่าหญิงไทยมีอัตราการพบมะเร็งเพียง 40 คน ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ 1แสนคน ซึ่งถ้าเทียบเป็นร้อยละก็เพียง 0.04  ซึ่งนับว่าน้อยมาก 

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
                 อายุ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม พบว่ายิ่งอายุมากขึ้นโดยเฉพาะสตรีวัย 60 ปีขึ้นไป ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึงร้อยละ 50 – 60 รองลงมาคือการเคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม และพบว่าเป็นซีสเต้านมชนิดที่เริ่มผิดปกติ (atypia) และการพบว่ามีญาติสนิท(แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูก) เป็นมะเร็งเต้านมมากกว่า 2คน รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย ได้แก่ การเริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย การหมดประจำเดือน (วัยทอง) ช้า การไม่มีบุตร  หรือมีบุตรยาก และการที่เคยใช้ยากลุ่มฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือนติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 10 ปี เป็นต้น



สงสัยว่าเป็นมะเร็งเมื่อไร 
                   ดังได้กล่าวมาแล้ว มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด (มีเพียงร้อยละ10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มาพบหมอด้วยอาการปวดเต้านม) แต่จะคลำพบก้อนที่เต้านมสังเกตถ้าก้อนที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะแข็งและขรุขระ แต่อาจเป็นก้อนเรียบๆ ได้  อาการอื่น ๆ อาจพบผิวหนังที่เต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือมีรูปร่างของเต้านมผิดไปจากเดิม หรืออาจมีแผลที่หัวนมและรอบหัวนม หรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนม บางรายคลำพบก้อนบริเวณรักแร้ และนานๆ ครั้งจะพบมะเร็งเต้านมที่มีอาการบวมแดงคล้ายการอักเสบที่เต้านม นอกจากอาการผิดปกติที่เต้านมแล้ว การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม(mammogram) และ อัลตราซาวด์ (ultrasound) ยังสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมขนาดเล็กตั้งแต่ยังไม่มีอาการได้ โดยอาจพบก้อน หรือจุดหินปูนในเนื้อเต้านมได้  

ตรวจเลือดและยีน (gene)  บอกได้ไหมว่าเป็นมะเร็งเต้านม
                   การตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งเต้านมนั้น  มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมจะพบผลการตรวจเลือดเกี่ยวกับมะเร็ง เช่น CA153, CEA ผิดปกติน้อยกว่าร้อยละ 20 ขณะเดียวกันผู้ที่มีผลเลือดปกติ ก็อาจเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้ว 
                  ส่วนการตรวจยีน เช่น gene BRCA1, BRCA2 ซึ่งจะมีความผิดปกติในมะเร็งเต้านมที่เป็นกันทั้งครอบครัว หากตรวจพบก็ไม่ได้หมายความว่า กำลังเป็นมะเร็งอยู่ เพียงแต่ทำให้รู้ว่าโอกาสจะพบมะเร็งเต้านมในคน ๆ นั้นมีมากกว่าคนทั่วไป และยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5 - 10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้นหากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติก็ยังมีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมอยู่ไม่น้อย


                  รู้อย่างนี้แล้วกันไว้ดีกว่า ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ พบแพทย์ตรวจเมื่อมีอาการสงสัย อย่าปล่อยไว้เพราะไม่เจ็บ และตรวจแมมโมแกรมประจำปีตั้งแต่อายุ40 ปีขึ้นไป จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

แหล่งข้อมูล
รศ.นพ.อดุลย์  รัตนวิจิตราศิลป์
ศัลยแพทย์ด้านศีรษะ คอ เต้านม
Faclty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


รูปประกอบจาก http://www.ipesp.ac.th/learning/poungkaew/chapter8/Unti8_3_5.html

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตก ตาแดงก่ำ หายได้เอง


ไปดำน้ำครั้งนี้ ได้พบเพื่อนๆมีอาการตาแดงก่ำผิดปกติ สาเหตุเกิดจากอะไร และจะเป็นอันตรายหรือไม่  

เรามีคำตอบจาก ผศ.พญ.สุชาดา กัมปนาทแสนยากร หัวหน้าสาขาวิชาจักษุวิทยาเด็กและกล้ามเนื้อ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลมาเล่าให้ฟังครับ

ตาแดงอาจมีสาเหตุมาจากเส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตกเหมือนกับการฟกช้ำดำเขียวตามผิวหนัง
ปกติบริเวณที่เราเห็นเป็นตาขาว จะมีเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ อยู่ อาจจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะเห็นเส้นเลือดชัดต่อเมื่อมีการอักเสบ เช่น ตาแดง ติดเชื้อ ก็จะเห็นเป็นตาแดง ถ้าเกิดสมมุติว่าเราไม่ได้มีตาแดง ไม่มีการติดเชื้อ ไม่มีการอักเสบ แต่จู่ ๆ ตาแดงขึ้นมาบริเวณตาขาวข้างเดียว หรือ 2 ข้าง เป็นเพียงครึ่งเดียว หรือทั่วบริเวณ อาจมีสาเหตุมาจากเส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตก ลักษณะนี้เปรียบเหมือนกับการฟกช้ำดำเขียวตามผิวหนัง ที่พอโดนอะไรกระแทกที่ผิวจะเห็นเป็นสีเขียว สีม่วง ในที่สุดจะค่อย ๆ จางหายไป แต่บังเอิญพอไปเกิดที่ตาเลยทำให้ตาแดงก่ำบริเวณตาขาวเหมือนกับมีเลือดออกอยู่ในตาทำให้ดูน่ากลัว

ปกติถ้าเส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตกจะไม่รบกวนการมองเห็น และไม่เป็นอันตราย เพราะสามารถมองเห็นได้ชัดเหมือนปกติ ตาที่แดงจะค่อย ๆ หายไปได้เองภายใน 10-14 วัน เว้นแต่ว่าเมื่อตาแดงแล้ว คนไข้มีอาการตามัว ปวดตา ร่วมด้วย ลักษณะนี้ต้องมาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาจมีเลือดออกข้างในด้วย แต่ถ้าตาไม่มัว ไม่ปวดตา และไม่มีเลือดออกข้างในก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ไม่ต้องตกใจ สบายใจได้ คนที่คิดว่าน่ากลัวก็หาแว่นดำมาใส่เพื่อปกปิดไว้

สาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตก 
ส่วนใหญ่เกิดจากการขยี้ตา บางคนขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว เช่น ขณะนอนหลับ อาจมี อาการคันตาแล้วเผลอไปขยี้ตาตัวเอง พอขยี้แรงเส้นเลือดฝอยก็แตก หรือบางคนเช็ดหน้าแล้วเล็บไปโดน ผ้าเช็ดหน้าไปโดน หรือบางคนได้รับอุบัติเหตุรุนแรง โดนชกต่อย โดน กระแทกบริเวณตาก็พบบ่อยเช่นกัน ซึ่งกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุรุนแรงอาจมีเลือดออกภายในตาร่วมด้วย

ถ้าเป็นบ่อย ๆ ควรหมั่นสังเกตว่า มีอาการไอร่วมด้วยหรือไม่ การไอแรง ๆ ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกได้ เหมือนกับผู้ป่วยโรคไอกรนในอดีต นอกจากนี้ยังพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเลือด เลือดออกง่ายก็พบได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าคนไข้เป็นโรคความดันโลหิตสูง มีอาการไอแรง ๆ จนทำให้เส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตก ก็ต้องไปรักษาที่ต้นเหตุ

ในกรณีที่มีเลือดออกข้างในตาด้วย จะเห็นเหมือน มีเลือดอยู่ที่ตาดำ ลักษณะนี้คนไข้น่าจะมีอาการตามัวร่วมด้วย ถ้าใช้ไฟ ฉายส่องดูจะเห็นเลือดเป็นระดับ กรณีนี้ต้องรักษาโดยให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล

ไปหาหมอตา จะตรวจอะไร? 
ดังนั้นถ้ามีคนไข้คนหนึ่งตาแดงแล้วมาพบจักษุแพทย์ ทางจักษุแพทย์จะซักประวัติคนไข้ว่ามีอาการปวดตา ตามัว ร่วมด้วยหรือเปล่า ได้รับอุบัติเหตุอะไรมาหรือเปล่า มีอาการไอมากหรือไม่ หรือมีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ ในกรณีที่ตาแดงแล้วมีขี้ตาด้วยต้องดูว่าตาติดเชื้อหรือไม่ หรือคนไข้บางคนเป็นโรคคันตา ขยี้ตาบ่อย กรณีนี้ก็ต้องไปรักษาอาการคันตาให้หาย

จากประ สบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า คนไข้หลาย รายที่ตาแดงเพราะเส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตก พอส่อง กระจกก็ตกใจ รีบมาพบแพทย์ ดังนั้นต้องขอย้ำว่าไม่ต้องเป็นกังวล ถ้าตาแดง เฉย ๆ ไม่มีอาการ อย่างอื่นร่วมด้วยก็ไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ เพราะไม่มีอะไรรุนแรง สามารถหายไปได้เอง ใน 10-14 วัน

นอกจากเส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตา แตกแล้ว ตาแดงเกิดจากสาเหตุใดบ้าง ? ผศ.พญ.สุชาดา บอกว่า ก็อย่างที่บอกไว้ ถ้าตาแดงและมีขี้ตาด้วยแสดงว่า เยื่อบุตาอักเสบติดเชื้อ ถ้าตาแดง แล้วมีอาการปวดตา ตามัว น้ำตาไหล ไม่มีขี้ตา ปวดร้าวไปที่ศีรษะ อาเจียนด้วย ให้นึกถึงโรคต้อหิน หรือกรณีที่ม่านตาอักเสบ คนไข้จะตาแดง ปวดตา มีน้ำตาไหล แต่จะไม่มีขี้ตา พบบ่อยในผู้ป่วยวัณโรค ฟันผุ หรือไซนัสอักเสบ นอกจากนี้อาจเกิดจากอุบัติเหตุ มีอะไรไปบาด หรือ มีโลหะ หรือขี้ผงเข้าไปก็ทำให้ตาแดง ที่เจอบ่อย คือ คอนแทคเลนส์ คนไข้ใส่แล้วทำให้มีการติดเชื้อ ตาคนไข้จะแดงก่ำ มัว ตาดำจะขุ่น ดังนั้นคนใส่คอนแทคเลนส์ต้องระวังการติดเชื้อ หรือเกษตรกร ที่ตากแดดไม่ได้ใส่แว่นกันแดดก็อาจทำให้เกิดต้อเนื้อ โดยจะมองเห็นเป็นแผ่นแดง ๆ บริเวณหัวตาหรือหางตา

มีวิธีการดูแลถนอมดวงตาอย่างไร ? 
ในชีวิตประจำวันต้องดูว่าการมองเห็นชัดหรือไม่ มีการระคายเคืองที่ตาหรือไม่ บางคนไม่เคยสังเกต เพราะไม่เคยปิดตาทีละข้างดู ดังนั้นถ้าจะดูว่าการมองเห็นชัดหรือไม่ ต้องปิดตาทีละข้างแล้วดูว่ามองเห็นชัดหรือไม่ มีบางคนตาบอดไปข้างหนึ่งยังไม่ทราบก็มี เพราะว่าใช้ตา 2 ข้างจะไม่รู้สึกอะไร บางคนเป็นต้อหินชนิดไม่ปวด ตาก็ไม่แดง แต่การมองเห็นจะแคบ ข้าง ๆ จะมองไม่เห็น ก็จะเดินชนโน่นชนนี่ ถ้ามีประวัติแบบนี้ ให้รีบมาพบจักษุแพทย์

นอกจากนี้ในการดำรงชีวิตประจำวันของคนเราต้องเจอกับสารเคมีล้างห้องน้ำ บางทีกำลังใช้แปรงขัดทำความสะอาดสารเคมีกระเด็นเข้าตา ลักษณะนี้ก็ต้องรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดและรีบไปพบแพทย์ บางคนต้มน้ำ น้ำเดือดด้วยไมโครเวฟ รีบเปิดทันทีน้ำร้อนกระเด็นเข้าตา ก็ต้องระวัง หรือเด็กบางคนเล่นของเล่น หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นของแหลมไปทิ่มตา ผู้ปกครองและคนรอบข้างก็ต้องคอยระวังและหมั่นสังเกตกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น การเล่นกีฬาก็อาจทำให้ได้รับอุบัติเหตุที่ตาได้เช่นกันก็ต้องระวัง อาชีพที่เสี่ยง เช่น ช่างเชื่อมเหล็กก็ต้องระวังหาสิ่งป้อง.

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
รูปประกอบ: http://wccoba.org/โรคเกี่ยวกับตา/เลือดออกวุ้นตา/เลือดออกในตา-เลือดออกใต.html

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แองเจลินา โจลีกับมะเร็งเต้านม



จากข่าว แองเจลินา โจลี นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังวัย 37 ปี  เมื่อเธอเปิดเผยว่าได้เข้ารับการผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้างทิ้ง  เนื่องจากในตัวเธอมีโครโมโซมผิดปกติที่เรียกว่า BRCA1 gene
เรามีคำตอบมาอธิบายว่ามันคืออะไร  และเกี่ยวข้องอย่างไรกับโอกาสเกิดมะเร็ง

ผ่าตัดเต้านมไปทำไม?
รายงานระบุว่า แองเจลินา โจลี ได้เขียนบทความ "My Medical Choice" ลงในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส เพื่ออธิบายถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของเธอ ว่า การตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้าง เป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน หลังจากที่แพทย์พบความผิดปกติในยีน BRCA1 และวินิจฉัยว่าเธอเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 87 และมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่อีกร้อยละ 50 อีกทั้ง แม่ของเธอเองก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่ออายุ 56 ปี

BRCA คืออะไร
โลกหมุนไป เร็วมากในปัจจุบันมีการศึกษามากมายเกี่ยวกับวิธีการใหม่ ๆ เกี่ยวกับการตรวจ การรักษา และการป้องกันการเกิดมะเร็งในกลุ่มนี้ รวมทั้งมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมและผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในยีนที่รายงานกล่าวถึง คือ Tumor suppressor genes  มีอยู่หลายตัวด้วยกัน  เช่น  P53, BRCA1, BRCA2,APC  และ RB1 มากมาย
 Tumor suppressor gene ที่ว่านี้ ทำหน้าที่ในร่างกายเราเปรียบเหมือนกับเบรกของรถยนต์  โดยมันทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้เซลล์
แบ่งตัวเร็วมากเกินไป  เหมือนกับที่เราเบรกรถยนต์  ไม่ให้รถยนต์วิ่งเร็วเกินไปนั่นเอง
เมื่อไรก็ตาม  หากเราเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นกับยีนตัวนี้  จะก่อให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์เกินที่จะควบคุมได้ เป็นเหตุให้เกิดมะเร็งขึ้นตามมาได้ในที่สุด
ชื่อ BRCA นั้น ย่อมาจาก Breast cancer susceptibility gene เป็นกลุ่มยีนของมนุษย์ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญของเซลล์ (tumor suppressor gene) ในคนเราปกติจะมียีนส์ที่เรียกว่า   BRCA1 และ BRCA2 ยีนเหล่านี้จะทำให้เกิดกลุ่มโรคมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่สืบทอดทางพันธุกรรมได้

การผ่าเหล่าของยีน BRCA1 และ BRCA2 เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอย่างไร?
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ขาดหาย หรือผ่าเหล่าของยีน บางครั้งอาจทำให้เกิดประโยชน์หรืออาจไม่มีผลใด ๆ แต่ในบางครั้งก็อาจทำให้
เกิดผลเสียได้เช่นกัน เช่นเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคบางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง  ขอย้ำว่าเป็นแค่ความน่าจะเป็น ไม่ใช่ว่าจะเกิดมะเร็งได้ทุกคนไป เพราะจะมีปัจจัยอีกหลายอย่างมาเสริมหรือป้องกันการเกิดมะเร็งได้ จึงอยากให้ทุกท่านอย่าได้ตกใจ เพียงแต่เรียนรู้อย่างเข้าใจ เพื่อจะได้ไปปกป้องตนเองให้ได้รู้และป้องกันไว้ก่อน

  • ในเพศหญิงกลุ่มที่ได้รับการถ่ายทอดยีน BRCA1 และ BRCA2 โอกาสที่จะเกิดเป็นกลุ่มโรคมะเร็งเต้านมและรังไข่จะเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยมักจะเป็นเมื่ออายุน้อย (ก่อนหมดประจำเดือน) และมักจะมีญาติใกล้ชิดที่เป็นโรคเดียวกัน

  • การผ่าเหล่าของยีน BRCA1 ก็อาจจะเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งปากมดลูก, มดลูก, ตับอ่อน และลำไส้ใหญ่ ในขณะที่การผ่าเหล่าของยีน BRCA2 ก็อาจจะเพิ่มโอกาสของการเกิด มะเร็งตับอ่อน, กระเพาะอาหาร, ถุงน้ำดี, ท่อน้ำดี และมะเร็งของเซลล์ผลิตเม็ดสี  (Melanoma)

ส่วนในเพศชายการผ่าเหล่าของยีน BRCA1 อาจจะเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับอ่อน, อัณฑะ และต่อมลูกหมาก ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับยีน BRCA2 ด้วยเช่นกัน

เราควรตรวจยีนของเราไหม? 
สังคมไทยเมื่อตื่นตกใจกับข่าวอะไรแล้ว ไม่ศึกษาให้ถ่องแท้  จะเกิดการตื่นตูมกันไปใหญ่  การตรวจว่าเรามีโอกาสเสี่ยงเป็นเป็นมะเร็งเต้านม หรือรังไข่ หรือไม่ อยากให้ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาในกรณีที่เราอาจมีโอกาสเสี่ยง
หรือสงสัยว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติของยีน BRCA1 หรือยีน BRCA2 แพทย์จะให้คำแนะนำหรือส่งต่อการตรวจ ก็ต่อเมื่อ

-  มีประวัติทางครอบครัวหรือญาติที่ใกล้ชิดหลายคนเป็นโรคเดียวกันนี้มาก่อน

-  เป็นผู้ป่วยที่เป็นทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่

-  มีญาติในครอบครัวเป็นมะเร็งตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป

-  มีเชื้อสายยิว

สุดท้ายแล้ว หากทุกท่านยังกังวลใจ เรามีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาแนะนำ คือ www.chulacancer.net เป็นเว็บไซด์เพื่อการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับรังสีรักษา (การฉายรังสี,การฉายแสง) อุปกรณ์และเครื่องมือทางรังสีรักษา ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง ยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นเว็บไซด์ที่รวบรวมข้อมูล โดยอาศัยหลักฐานทางวิชาการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและผู้ป่วยมะเร็งใช้เป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจการรักษาได้
ในฐานะเภสัชกรขอย้ำอีกว่า การตรวจพบยีนดังกล่าวเป็นแค่ความน่าจะเป็น ไม่ใช่ว่าจะเกิดมะเร็งได้ทุกคนไป เพราะจะมีปัจจัยอีกหลายอย่างมาเสริมหรือป้องกันการเกิดมะเร็งได้ จึงอยากให้ทุกท่านอย่าได้ตกใจ เพียงแต่เรียนรู้อย่างเข้าใจ เพื่อจะได้ไปปกป้องตนเองให้ได้รู้และป้องกันไว้ก่อน  หากมีข้อสงสัยใดๆ กรุณาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ท่านวางใจ หรือส่ง e-mail มาที่ utaisuk@gmail.com จะตอบให้ เพื่อให้ท่านได้ดูแลสุขภาพตนเองอย่างปลอดภัย จะได้ไม่กังวลมากต่อไปครับ


แหล่งข้อมูล
BRCA1 and BRCA2: Cancer Risk and Genetic Testing, National Cancer Institute, http://www.cancer.gov/cancertopics/factsheet/Risk/BRCA

BRCA1 gene, Genetics Home Reference.,

BRCA gene test for breast cancer, Mayo Foundation for Medical Education and Research (MFMER), http://www.mayoclinic.com/health/brca-gene-test/MY00322

MALINEE PONGSAVEE
, GENETIC CHANGES RESULTING IN BREAST AND OVARIAN CANCERS IN BRCA1/2 NEGATIVE FAMILIES IN THAILAND, http://www.li.mahidol.ac.th/thesis/2549/cd423/4336818.pdf

ยีน BRCA1 และ BRCA2:  โอกาสเกิดมะเร็งและการตรวจทางพันธุกรรม, สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, 
http://www.chulacancer.net/newpage/question/genetic.html

นพ. มานิตย์  วัชร์ชัยนันท์,
Tumor suppressor genes : Inherited & Acquired,

What Nobody's Telling You About Angelina Jolie's Mastectomy
By Charlotte Andersen, Shape.com is part of The American Media, Inc. Fitness & Health Network, 
http://www.shape.com/blogs/fit-famous/what-nobodys-telling-you-about-angelina-jolies-mastectomy

ภาพประกอบมาจาก “แองเจลินา โจลี ตัด 'เต้านม' ทิ้งเพื่อป้องกันมะเร็ง”, VOICE TV CO.,LTD, 
  http://news.voicetv.co.th/global/69860.html

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิตามิน ลดขาเรียวงาม ได้ผลจริงหรือไม่ ???



อันตรายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดต้นขาภัยร้ายบนเส้นทางเพื่อขาเรียวงาม
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดต้นขาและน่อง ทั้งชนิดรับประทานและแบบเจลสำหรับทาภายนอก กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมากในผู้หญิง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ใฝ่ฝันอยากจะมีรูปร่างที่เพรียวสวย ต้นขาต้นแขนกระชับได้สัดส่วนตามแบบดารานักร้อง จึงเป็นแรงผลักดันให้มีการผลิตและโฆษณาสินค้าในหมวดหมู่นี้กันอย่างกว้างขวางทั้งในท้องตลาดทั่วไปและตลาดในโลกออนไลน์ ด้วยรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบอย่างสวยงาม ตลอดจนคำอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ ที่ดึงดูดใจและกระตุ้นผู้บริโภคให้อยากทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็มีทั้งที่ใช้ได้ผลและไม่ได้ผลแตกต่างกันไปในแต่ละราย สื่อสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงและซื้อหาสินค้าได้ไม่ยาก โดยไม่ต้องเดินเข้าหาร้านยาหรือไปคลินิกเสริมความงามให้เสียเวลา ดังนั้นความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการใช้ผลิตภัณฑ์จึงมีอยู่มาก เพราะไม่มีข้อมูลและหลักฐานที่แน่ชัดเพียงพอที่จะรับประกันคุณภาพและความปลอดภัย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการจดทะเบียนโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อย.) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บางส่วนเป็นสินค้านำเข้าซึ่งยากแก่การตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้เช่นกัน เราทั้งหลายในฐานะผู้บริโภคจึงควรที่จะรู้เท่าทัน ด้วยการศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยก่อนเป็นอย่างแรก ทั้งในแง่ของส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ วิธีการใช้ ตลอดจนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเป็นต้น
            
นักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ วัย 20 ปี ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่าโดยส่วนตัวแล้วเคยใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดต้นขาหรือวิตามินลดต้นขา ซึ่งสั่งซื้อจากเพื่อนผ่านทางอินเตอร์เน็ต บรรจุในซองใส่ยาทั่วไป ไม่มีเครื่องหมาย อย. นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ก่อนใช้ก็ได้มีการอ่านข้อมูลเรื่องความปลอดภัยจากเว็บไชต์ที่สั่งซื้อ แล้วเห็นว่าปลอดภัยดีจึงอยากลองใช้ดู เพราะไม่ชอบออกกำลังกายแต่อยากผอมสวยหุ่นดีขาเรียวแบบเห็นผลไว เมื่อใช้แล้วเห็นผลภายใน 3 วัน รู้สึกว่าต้นขาลดลง อีกทั้งน้ำหนักยังลดลงอีกด้วย วัยรุ่นเดี๋ยวนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายและถ้ามีโอกาสก็อยากใช้อีก
          
นี่เป็นตัวอย่างของผู้ใช้จริงซึ่งพอถามต่อถึงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อความปลอดภัยของการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เธอได้ให้ข้อมูลว่า พอจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์นี้นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายและอาจเกิดอันตรายได้หากใช้ แต่ที่กล้าใช้เพราะเห็นเพื่อนและคนอื่นๆ ใช้แล้วก็ได้ผลไม่เป็นอันตรายอะไร จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มาก เพราะคิดว่ากินแค่ไม่กี่เม็ดเดี๋ยวพอขาเล็กลงก็เลิกกินแล้วนอกจากนี้ยังมีตัวอย่างความคิดเห็นของผู้ที่ใช้ไม่ได้ผลเป็นจำนวนมากในอินเตอร์เน็ตที่ให้ความเห็นในทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆที่ขา ออกกำลังกายยังเห็นผลมากกว่า และพึ่งกินได้สักพัก ช่วงแรกรู้สึกแย่มาก ไม่สบาย เวียนหัวคล้ายจะเป็นลมคลื่นไส้อาเจียนมาก ไม่มีแรง ใจสั่น มือไม้อ่อนกระหายน้ำ ปัสสาวะทั้งวัน มีกลิ่นปาก ปากแห้ง หงุดหงิด ซึมเศร้า และนอนไม่หลับทั้งคืน นี่คือสถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นจริงซึ่งทำให้เห็นได้ว่า ผู้บริโภคหลายคนยังคงคิดว่าอันตรายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นเป็นเรื่องไกลตัว และหลงเชื่อในสรรพคุณจากการโฆษณาอย่างง่ายดายโดยหารู้ไม่ว่ากำลังเสี่ยงกับสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายจนกระทั่งได้ทดลองใช้เองแล้วเกิดอาการข้างเคียงที่เป็นอันตรายขึ้นมาซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้หากขาดความระมัดระวังและความรู้ที่ถูกต้องในการใช้
เพราะเหตุใด????
วิตามินลดต้นขาหรือวิตามินขาเรียว” จึงถูกอ้างว่าทำให้ขาเรียวได้ 

          
จากการศึกษาข้อมูลของส่วนประกอบที่พบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดต้นขาหลายยี่ห้อ พบว่ามีส่วนประกอบส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน ซึ่งแต่ละส่วนประกอบนั้นก็มีการกล่าวอ้างถึงสรรพคุณในทางเดียวกัน คือเพื่อลดการลดน้ำหนัก ลดไขมันและคลอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการไหลเวียนของโลหิต ตลอดจนลดอาการบวม จึงได้นำมารวมกันไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว เพื่อหวังผลให้เสริมฤทธิ์กันช่วยให้ผอมเพรียว แขนขาเรียวกระชับแบบทันตาเห็นนั่นเอง ซึ่งส่วนประกอบของผลิตเสริมอาหารลดต้นขาที่พอจะรวบรวมได้มีดังนี้
แปะก๊วย (Gingko)โดยทั่วไปแล้วจะใช้เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปสู่สมองและปลายมือปลายเท้า แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงอาจจะเกิดผลข้างเคียงได้ เช่นมีอาการชัก เลือดออกในทางเดินอาหาร ส่งผลให้อุจจาระเป็นสีดำหรืออาเจียนเป็นเลือด เลือดออกในสมอง และกรดกิงโกลิก (gingkolic acid) ในแปะก๊วย ยังอาจทำให้เกิดการแพ้ที่รุนแรงได้ อีกทั้งยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย
คูมาริน(
coumarin): ส่วนใหญ่จะใช้เป็นส่วนประกอบของยาต้านการแข็งตัวของเลือด และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แต่คูมารินมีความเป็นพิษต่อตับและไต รวมถึงอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารหรือสมองได้



รู้หรือไม่??? เมื่อทานแปะก๊วยร่วมกับคูมาริน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารและสมองมากยิ่งขึ้น ซึ่งพบการใช้สารทั้งสองตัวนี้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทำให้ขาเรียว  และยาลดความอ้วน นี่จึงเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ก็เป็นได้!!!!สารสกัดพิคโนจีนอล (Pycnogenol)จากเปลือกสนมารีไทม์  และสารสกัดจากเมล็ดองุ่น
(
Grapeseed):
 มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ในประเทศไทยใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อใช้ในการรักษาฝ้า และได้มีการนำมาใช้ลดอาการปวดขา ภาวะขาไม่มีแรง และภาวะบวมน้ำ โดยไม่มีการศึกษายืนยันประสิทธิภาพที่แน่ชัดนอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวและอาหารไม่ย่อยเป็นต้น
แอล
-ซิทรูลิน (L-citrulline):เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่พบในแตงโม ช่วยให้พลังงานและเสริมสร้างกล้ามเนื้อแต่ผู้ขายนำมาใช้แก้อาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อขา  
สารสกัดจากต้นยัคคะ (Yucca:เป็นพืชสมุนไพรที่พบในแถบอเมริกา  อาจช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงความปลอดภัยในมนุษย์ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ มีการอาการปวดหัว คลื่นไส้ แม้จะใช้ในปริมาณน้อยในระยะเวลาสั้นๆ แต่ยังไม่มีหลักฐานการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ที่แน่ชัด จึงไม่แนะนำให้ใช้สารสกัดจากต้นยัคคะและแอล-ซิทรูลินในหญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการใช้นมบุตร
          ส่วนประกอบอื่นๆ ที่พบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อหวังผลลดน้ำหนัก ได้แก่
สารสกัดจากเปลือกต้นควิลเลย์ (Quillay)และสารสกัดจากใบสะเดาอินเดียที่นำมาใช้เพื่อช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ทั้งสองส่วนประกอบนี้มีอันตรายและผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้มากมาย เช่น ทำให้ตับถูกทำลาย ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ปวดท้อง ท้องเสีย หมดสติ และมีผลต่อการบีบตัวของมดลูกซึ่งอาจทำให้คนที่ตั้งครรภ์แท้งได้นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากส้มแขกคือ ไฮดรอกซีซิตริกแอซิด (Hydroxycitric acid) ซึ่งยังไม่มีการศึกษาที่พบว่ามีฤทธิ์ช่วยลดน้ำหนักได้ในคนในทางตรงกันข้ามอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงและพิษต่อตับได้ 

     เมื่อพิจารณาแต่ละส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดต้นขาหรือเป็นที่รู้จักในชื่อ วิตามินขาเรียวจะพบว่ามีอันตรายจากผลข้างเคียงและอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆมากมายจากการใช้ทั้งเดี่ยวๆ และใช้ร่วมกัน ซึ่งนี่คือสาเหตุที่ทำไมจึงเห็นว่าหลายคนใช้ไม่ได้ผลและได้รับผลข้างเคียงมากมายโดยที่บางรายนั้นถึงกับเสียชีวิต ดังนั้นคุ้มค่าแล้วหรือที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นหนทางไปสู่การมีรูปร่างสวยและสุขภาพดี ???

          หากมองในแง่กฎหมายของการนำเข้าและโฆษณาอ้างอิงสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ดังกล่าว 
ผศ.ภก.ยงยุทธ เรือนทา อาจารย์ภาควิชาบริบาลเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ความเห็นว่ายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ต้องมีฉลากแปลเป็นภาษาไทยเพื่อบอกส่วนประกอบและข้อบ่งใช้แก่ผู้บริโภคอย่างครบถ้วน อีกทั้งการโฆษณาขายและโอ้อวดสรรพคุณยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เนื่องจาก อยไม่อนุญาตให้กระทำการดังกล่าว มีผู้ผลิตหลายรายที่พยายามหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายโดยขึ้นทะเบียนสินค้าของตนเป็นอาหารหรือเครื่องสำอางค์ เพื่อให้สามารถทำการขายและโฆษณาได้โดยง่ายและแพร่หลาย สินค้าบางอย่างอาจมีเครื่องหมาย อย. ก็จริง แต่ต้องตรวจสอบต่อไปว่าเครื่องหมายและเลขที่แจ้งนั้นเป็นเลขจริงหรือไม่ ซึ่งพบสินค้าในลักษณะนี้ได้มากเช่นกันในหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์สุขภาพ

            
เราทุกคนในฐานะผู้บริโภคจึงควรมีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างถูกต้องและรู้เท่าทันถึงผลเสียและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งพอจะสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้


-           - ควรบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้เหมาะกับเพศ วัย และสภาวะของร่างกาย
          
ปรึกษาแพทย์ควบคู่ไปกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในกรณีที่คุณจะเปลี่ยนจากการใช้ยาเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทน หรือการที่จะใช้ควบคู่ไปกับยา เพราะอาจมีความไม่เข้ากันและก่อให้เกิดอันตรายได้
          ควรอ่านฉลากอย่างละเอียด และมองหาหลักฐานหรือการรับรองคุณภาพทางวิทยาศาสตร์หรือเครื่องหมายมาตรฐานต่างๆที่แสดงถึงความปลอดภัยของสินค้า ตลอดจนไม่หลงเชื่อการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณที่เกินจริง
          
จำเป็นต้องรู้คือขนาดที่เหมาะสมของการได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในแต่ละครั้ง เพราะจะสามารถลดความเสี่ยงจากการใช้เกินขนาด
      ท้ายที่สุดนี้ ควรนึกไว้เสมอว่า ถึงแม้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีที่มาจากธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธรรมชาตินั้นจะปลอดภัยเสมอไป เพราะอาจมีความเป็นพิษและมีสิ่งปนเปื้อนก็เป็นได้ และส่วนประกอบที่ระบุลงในฉลากอาจไม่ตรงกับที่มีอยู่จริง ทั้งในด้านชนิดและปริมาณ  ที่สำคัญคือ ก่อนเลือกใช้ควรศึกษาข้อมูลยาที่ใช้อยู่ให้รอบคอบ เพราะอาจทำให้ได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยานั้นร่วมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ และหากพบปัญหาหรือข้อร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนผู้บริโภคกับ อย. โทร 1556 ซึ่งให้บริการข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้แก่ อาหาร ยา เครื่องสำอางค์ หรือร้องเรียนไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพราะแม้ผลิตภัณฑ์จะดีแค่ไหน แต่หากไม่มีความปลอดภัยก็ไม่สามารถจะผ่านด่านการตรวจสอบไปได้เช่นกัน
            “สุขภาพของคุณ คุณเลือกเองได้” ตามแบบฉบับของผู้บริโภคยุคใหม่ที่รู้เท่าทัน

บทความโดย

นายพีรสุต  แสงประเสริฐ                            
นางสาวรมย์นลิน  กิจภิญโญ               
Description: E:\533093_3721329317160_352514606_n.jpg
นางสาวสมัชชา  แก้วบุญธรรม             
นายอธิษฐ์  ทะหล้า                         
นางสาวอลิสา  แป้นมงคล