วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้ป่วยโรคไต ใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย?


คนไข้ที่เคยมีปัญหาโรคไต หรือมีอาการไตวายเรื้อรัง จำเป็นต้องกินยาหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงคนไข้ควรต้องทราบข้อบ่งใช้ หรือประโยชน์ของยาแต่ละชนิด วิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ข้อควรระวังต่าง ๆ ของการใช้ยา อาการข้างเคียงของยา ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และแจ้งให้แพทย์ พยาบาลทราบเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป นอกจากนี้การได้รับยาหลายชนิดร่วมกันอาจมีปฏิกริยาต่อกันของยา หรือเรียกง่ายๆว่า "ยาตีกัน" เกิดขึ้น

การทราบถึงปฏิกิริยาต่อกันของยาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะสามารถหลีกเลี่ยงผลเสียที่เกิดจากยาตีกันได้ ผู้ป่วยจึงควรมีความรู้เรื่องยาที่ใช้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยา และได้รับผลเสียจากการใช้ยาน้อยที่สุด

ยากลุ่มไหนบ้างที่ต้องระวัง?

1.กลุ่มยาลดความดันโลหิต

- ยาลดความดันโลหิตมีหลายกลุ่ม ออกฤทธิ์ต่างกัน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่ายาชนิดไหนเหมาะกับท่าน ดังนั้นท่านไม่ควรรับประทานยาตามผู้อื่น
- ผู้ป่วยควรวัด และบันทึกความดันโลหิตในแต่ละช่วงเวลาตลอดทั้งวัน เพื่อให้แพทย์สามารถปรับยาให้เหมาะสมแก่สภาพความดันโลหิตได้
- การรับประทานยาความดันโลหิตควรกินให้ตรงเป็นเวลา เพื่อที่ระดับของยาความดันในกระแสเลือดจะได้คงที่ หากลืมกินยาลดความดัน ให้กินทันทีที่นึกได้ เว้นแต่เวลาล่วงเลยไป จนใกล้เวลามื้อถัดไป ก็ให้งดยามื้อที่ลืมกิน และให้กินยามื้อถัดไปในขนาดเท่าเดิม
- อาการข้างเคียงของยาลดความดันโลหิต
ผู้ป่วยที่ได้รับยาลดความดันโลหิตครั้งแรก หรือได้รับการเพิ่มยาหรือลดยา ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เช่น หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น เป็นต้น และควรเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกขึ้นนั่ง หรือ ลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ หากมีอาการ หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ให้หยุดกิจกรรมต่าง ๆ นั่งพักสักครู่จนกว่าอาการจะดีขึ้น ถ้าเกิดอาการอย่างนี้บ่อย ๆ หรือรุนแรง ให้ติดต่อแพทย์ทันทีเพื่อจะได้หยุดยาหรือปรับยาได้


กลุ่มยาลดความดันและผลอาการข้างเคียงที่ต้องระวัง

ตัวอย่างยาอาการไม่พึงประสงค์ของยาที่พบได้บ่อย
แคปโตพริล(คาร์โปเทน)
อินาลาพริล(อินาริล,แอนนาพริล)
-ไอแห้ง ๆ
-ภาวะโพแตสเซียมในเลือดสูง
โลร์ซาร์แทน(โคซาร์)-ภาวะโพแตสเซียมในเลือดสูง
เมโทรโปรอล(เบต้าลอค)
อะทีโนลอล(พรีโนลอล,ทีโลลอล)
-มีอาการอ่อนเพลีย
-หัวใจเต้นช้าลง
-การหยุดยาทันทีทันใดทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงอย่างมาก
ฟูโรเซไมด์(ลาซิก)-ภาวะโพแตสเซียมในเลือดต่ำ
-การควบคุมน้ำตาลในเลือดทำได้ยากขึ้น
-ภาวะกรดยูริคในเลือดสูง
-ภาวะไขมันในเลือดสูง
-เป็นพิษต่อหู ทำให้การได้ยินลดลง
นิฟิดิปีน(อะดาแลต,นิลาปีน)
แอมโลดิปีน(นอร์วาส,แอมโลปีน)
เฟโลดิปีน(เพลนดิล)
-ใจสั่น
-ข้อเท้าบวม
-เหงือกโต
เวอราพามีน(ไอซอฟติล)
ดิลไทอะเซม(เฮอร์เบสเซอร์)
-ท้องผูก
-ข้อเท้าบวม
-หัวใจเต้นช้าลง
ด๊อกซาโซซิน(คาร์ดูล่า)
พราโซซิน(มินิเพรส)
เทอราโซซิน(ไฮทริล)
-หน้ามืด ในช่วงที่ได้รับยาช่วงแรก ๆ
-เวียนศรีษะ
-ใจสั่น
ไฮดราราซีน(อะเพรสโซลีน)-เวียนศรีษะ
-ใจสั่น
ไมน๊อกซิดิล(โลนิเทน)-ใจสั่น
-ขนขึ้นตามตัว ใบหน้า


-การรับประทานยาในวันฟอกเลือด
ถ้าในขณะฟอกเลือดหรือชั่วโมงท้าย ๆ ของการฟอกเลือด ความดันของผู้ป่วยลดลงมาก แพทย์ก็อาจจะสั่งให้งดรับประทานยาความดันก่อนฟอกเลือด หรือให้งดยาความดันบางตัวก็ได้



2.ยาแก้ไขภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยไตวาย ส่วนใหญ่มักเกิดจากการขาดสารกระตุ้นเม็ดเลือด การแก้ไขทำโดยฉีดฮอร์โมนอิริโทโปอิตินเพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งต้องกินยาเสริมธาตุเหล็กควบคู่กันไป นอกจากนั้นยังต้องกินวิตามินและโฟลิคแอซิด
-ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก(เฟอรัสซัลเฟต,เอฟบีซี)
วิธีใช้ : เพื่อการดูดซึมที่ดีให้รับประทานยาก่อนอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง หรือรับประทานหลังอาหารหนึ่งชั่วโมง
อาการข้างเคียง- อาการไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
- อาการท้องผูก

ข้อควรระวัง
- ไม่ทานยานี้พร้อมโซดามิ้นท์ ยาลดกรด หรือ แคลเซียม เพราะจะไปจับตัวกับยาเสริมธาตุเหล็กจนไม่อาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้
- เหล็กมีปฏิกิริยาต่อยาอื่น ๆ ได้หลายชนิด โดยมีผลลดการดูดซึมยา เช่น ยาฆ่าเชื้อเตตราซัยคลิน นอร์ฟลอกซาซิน เป็นต้น ควรเว้นระยะห่าง ระหว่างยาเสริมธาตุเหล็กกับยาอื่น ๆ อย่างน้อย 2 ชั่วโมง




3.ยาจับฟอสเฟต(แก้ภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง)

-แคลเซียม เช่น ชอล์กแคป
ให้เคี้ยวพร้อมอาหารทันทีเพื่อช่วยให้ยาแตกตัวได้ดี และสามารถจับฟอสเฟตในอาหารได้ก่อนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
อาการข้างเคียง - ท้องอืด ท้องผูก และอาจทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงควรรับประทานยานี้พร้อมอาหารเพื่อลดปัญหานี้
-ยาเม็ดอะลูมิเนียม เช่น แอ๊คตาล
ให้เคี้ยวพร้อมอาหารทันทีเพื่อช่วยให้ยาแตกตัวได้ดี และสามารถจับฟอสเฟตในอาหารได้ก่อนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
อาการข้างเคียง - ท้องอืด ท้องผูก และหากใช้ยานี้ในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้สารอะลูมิเนียมสะสมในร่างกายจนเป็นพิษได้ ทำให้ความจำเสื่อม ชักกระตุก
*ข้อควรระวัง
ไม่ทานยาจับฟอสเฟตนี้พร้อมธาตุเหล็ก เพราะจะไปจับตัวกับธาตุเหล็กจนไม่สามารถไปจับตัวกับฟอสเฟตได้



4.ยาที่ใช้แก้ไขภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในเลือดสูง

-วิตามินดี(วันอัลฟ่า)
เพื่อลดการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์
วิธีใช้ : โดยทั่วไปแนะนำให้รับประทานก่อนนอนซึ่งเป็นช่วงท้องว่าง แพทย์จะเป็นผู้กำหนดระดับยาตามระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์
อาการข้างเคียง
: ยานี้อาจเพิ่มระดับฟอสเฟต และแคลเซียมในเลือด ผู้ป่วยจึงควรรับประทานยาตามแพทย์แนะนำโดยเคร่งครัด แพทย์จะดูผลเลือดและปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายในช่วงเวลาต่าง ๆ



5.ยาที่ใช้แก้ไขภาวะโพแตสเซียมในเลือดสูง

ยาคาลิเมต
เพื่อลดระดับโพแตสเซียมในเลือด โดยลดการดูดซึมจากทางเดินอาหาร
วิธีใช้ - ละลายยา 1 ซอง ในน้ำเปล่า 50 ซีซี คนแล้วดื่มทันที หรือจะผสมกับน้ำหวานก็ได้
*ข้อควรระวัง
-ไม่ละลายยากับน้ำผลไม้ เพราะยาจะจับกับโพแตสเซียมในน้ำผลไม้จนหมดฤทธิ์



6.ยาที่ใช้แก้ไขภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง
โซดามิ้นต์
เพื่อแก้ภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง
อาการข้างเคียง
-ท้องอืด ภาวะเลือดเป็นด่างและภาวะโซเดียมสูงถ้าใช้ยาเกินขนาด
*ข้อควรระวัง
-โซดามิ้นต์มีผลต่อยาชนิดอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ดังนั้นควรทานให้ห่างจากยาชนิดอื่น ๆ อย่างน้อย 2 ชั่วโมง



7.ยากลุ่มวิตามิน

-วิตามินที่ให้ทดแทนส่วนใหญ่จะเป็นวิตามินที่ละลายน้ำเช่น วิตามิน บี1 บี2 บี6 บี12 และโฟลิก เป็นต้น ซึ่งวิตามินเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการทำงานหลายระบบในร่างกาย เช่น สร้างเม็ดเลือด บำรุงปลายประสาทช่วยบรรเทาอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ในวันฟอกเลือดให้รับประทานหลังฟอกเลือดเพื่อชดเชยการสูญเสียวิตามินระหว่างฟอกเลือด ผู้ป่วยไม่ควรซื้อวิตามินรับประทานเอง เพราะการได้รับวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ อาจเกิดสะสมในร่างกายจนเกิดอันตรายได้






  • - ผู้ป่วยควรจดชื่อยา หรือจำชื่อตัวยา ที่ต้องกินประจำ หรือ ยาที่เราแพ้ ไม่ควรจำจากรูปร่างลักษณะเพียงอย่างเดียว เพราะยาชนิดเดียวกันอาจมีหลายสี หลายแบบ หรือ ยาที่มีสี หรือ ลักษณะเหมือนกัน แต่เป็นยาคนละชนิดกัน
  • - ศึกษาข้อบ่งใช้ให้ดี เช่น กินเท่าไหร่? กินเมื่อใด? ก่อนหรือหลังอาหาร? เช่น ยาก่อนอาหารดูดซึมได้ดีเมื่อท้องว่าง ยาหลังอาหารจะดูดซึมได้ดี เมื่อมีอาหารอยู่ในกระเพาะ หรือ อาการข้างเคียงจะน้อยกว่าตอนท้องว่าง
  • - เมื่อแพทย์สั่งยาชนิดใหม่ให้เรา ให้สอบถามแพทย์นั้นหรือเภสัชกร ถึงอาการค้างเคียงของยาตัวนั้นที่อาจเกิดขึ้นได้ และให้สังเกตุตนเอง หากมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ให้หยุดยานั้นทันที และรีบไปหาแพทย์โดยเร็ว
  • - หากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาในขนาดยาที่แพทย์สั่งได้เนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม ควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเสมอ ไม่ควรปรับเปลี่ยนขนาดยาเองเพื่อป้องกันการสับสนในการประเมินผลการใช้ยา

แหล่งข้อมูล
Safer use of Pain Medicines,  National Kidney Foundation, Inc

http://www.kidney.org/email_templates/KidneyCare/winter09/SaferMedicines.cfm

การใช้ยาในผู้ป่วยโรคไต, ชมรมเพื่อนโรคไต มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค , http://www.thaikidneyclub.org/home/index.php?option=com_content&view=article&id=117:2011-07-09-09-28-04&catid=39:2009-06-27-16-43-06&Itemid=50

ภก วิรัตน์ ทองรอด, การใช้ยาของผู้ป่วยโรคไต, 

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เภสัชประจำครอบครัว ดูแลสุขภาพครอบครัวไทยถึงบ้าน

สังคมไทยเรายังมีเภสัชกรที่ตั้งใจกระทำ
ความดีเสมอ..และตลอดไป


เพื่อนๆทราบมั้ยว่า ยังมีเภสัชกรอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า "เภสัชประจำครอบครัว  หรือ Family Pharmacist"  เป็นกลุ่มก้อนเภสัชกรรุ่นใหม่ที่ห่วงใยและใส่ใจในความปลอดภัยจากการใช้ยาของผู้ป่วยระดับครอบครัวและชุมชน  


เภสัชกรเหล่านี้เป็นตัวแทนของพลังคนที่มีความตั้งใจทำงานสาธารณะสุข เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ   อาสาเป็นตัวแทนก้าวย่างลงไปในชุมชน เพื่อติดตามแก้ไข และสะท้อนปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และไม่ปลอดภัย ด้วยความเห็นอก เห็นใจ ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์  ผ่านการทำงานแบบมีส่วนร่วมของ สหวิชาชีพที่มีความหลากหลายแต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ คุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเกิดเป็นภาคีเครือข่ายการดูแลการใช้ยาที่ชุมชน 


ประกอบด้วยอาสาสมัครของประชาชน  บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดระบบการดูแลติดตามการใช้ยาในผู้ป่วยชุมชนโดยผ่านกิจกรรม การเยี่ยมบ้านและทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนไทยถึงบ้านของท่าน โดยมีบทบาทต่างๆ ดังนี้

1.ประเมินภาวะสุขภาพผู้ป่วยที่บ้านและดูแล 
รักษาพยาบาลเบื้องต้นอย่างครอบคลุมปัญหาทุกด้าน
2.เสริมพลังในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยและครอบครัว ในการใช้ยา
3.ให้การบริบาลทางเภสัชกรรมที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยที่บ้านเฉพาะรายตามบริบทครอบครัว
4.ประสานส่งต่อการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมในทุกๆด้าน
5.ส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งในการป้องกันภัยร้ายจากการใช้ยาและและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่เหมาะสม



สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ขอความกรุณาติดต่อได้ที่  CoP:Family Pharmacist

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สรุปตลาดร้านยา ปี 2554 โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

นปี 2554 ที่ผ่านมาตลาดค้าปลีกไทย และตลาดร้านยามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะส่งผลต่อตลาดรวมในปี 2555 อย่างไร ขอเชิญไปติดตามสรุปภาพค้าปลีกและตลาดร้านยาไทย ได้ที่
http://www.scribd.com/doc/82569321/Retail-Pharmacy-Summary-2011

Protopic และ Elidel คือยาอะไร โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

คุณแม่นิดคนเดิม ยังถามมาอีกว่า ที่โรงพยาบาลหมอได้แนะนำ ยาที่ชื่อว่า Protopic® หรือ Elidel® ที่เป็นยาทาแก้แพ้เหมือนกัน ที่ให้ผลการรักษารักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่ปลอดภัยกว่ายาทากลุ่มสเตียรอยด์จริงหรือไม่คะ?
  
รู้จักโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง Atopic dermatitis 
โรคผิวหนังเรื้อรังนี้ คนที่เป็นมักจะมีโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย เช่น โรคหอบหืด แพ้อากาศ สาเหตของโรค ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากพันธุกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องโดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้น แต่จะพบมากในเด็กเป็นส่วนใหญ่ พบได้ประมาณร้อยละ 9-17 ข่าวดีคือ โรคนี้จะค่อยๆหายไปเมื่ออายุมากขึ้น ที่คุณแม่ควรระวังก้อคือต้นเหตุหรือตัวกระตุ้นให้ทำให้อาการโรคกำเริบขึ้นมา ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การสัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมที่ระคายเคืองผิว สุดท้ายในเด็กเล็กๆก้อคือการไปมีการติดเชื้อของร่างกายมาก่อน

Protopic และ Elidel คือยาอะไร?

ที่คุณแม่ถามมานั้น เภสัชกรหนุ่มหล่อขอตอบว่า Protopic® และ Elidel® เป็นชื่อของยาทาแก้แพ้ตัวใหม่ๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่เรามักจะเลือกใช้ในคนไข้ที่ไม่สามารถทนหรือไม่ตอบสนองต่อยาทาแก้แพ้ในกลุ่มสเตียรอยด์นั่นเอง

Protopic

Protopic มีตัวยาออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า Tacrolimus monohydrate รูปแบบยาในหลอดเป็นยาขี้ผึ้ง Oinments ที่มีความเข้มข้น 2 ขนาด คือ 0.03 % และ 0.1 % เราเลือกใช้ยานี้ในการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ระดับความรุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงสูงได้อย่างดี ใช้ได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก  แต่เรามักให้เลือกใช้สำหรับเด็กที่ขนาดความเข้มข้นต่ำๆ

 Elidel 
ส่วน Elidel® มีตัวยาชื่อว่า Pimecrolimus ความเข้มข้น 1 %  ลักษณะยาจะเป็นแบบครีม สามารถใช้รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเช่นกัน แต่ที่ระดับอักเสบรุนแรงต่ำจนถึงปานกลางสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก
ปลอดภัยกว่ายาสเตียรอยด์ จริงไหม?
ถ้าใช้ไปนานๆ จะปลอดภัยไหมคะ นั่นคือคำถาม ยานี้ทั้งคู่ หากคุณแม่ทาใช้ไปแล้วมักจะเห็นผลบรรเทาอาการแพ้ต่างๆ ได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ในกรณีที่ใช้ยานี้นานไปถึง 6 สัปดาห์แล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบกลับไปหาแพทย์ จากรายงานปัจจุบันผลการใช้อย่างยาวนานยังไม่มีผลข้างเคียงแบบยาทากลุ่มสเตียรอยด์แต่อย่างใด

อย่างไรก้อตาม ทั้งคู่ยังเป็นยาใหม่ซึ่งยังคงต้องติดตามผลความปลอดภัยเมื่อใช้ต่อเนื่องยาวนานต่อไป แต่ยาทั้งคู่มีราคาสูงอยู่ หากจะเลือกใช้ ก้อแนะนำให้พอเหมาะกับกำลังทรัพย์หรือเทียบกับความคุ้มค่าในการใช้ยาตัวนี้เทียบกับยารุ่นแรกๆ หรือในรายที่มีความจำเป็น เช่นผู้ป่วยบางรายที่มีอาการผื่นแพ้รุนแรงแล้วใช้สเตียรอยด์ไม่ได้ผล

อยากทราบทุกคำตอบของเรื่องยา กรุณาส่งซองคำถามของคุณมาได้ที่อีเมล์ utaisuk@gmail.com หรือแวะไปที่ Facebook “UTAI SUKVIWATSIRIKUL” หรือ “PHARMATREE” ยินดีตอบรับทุกท่านครับ

http://www.healthsquare.com/common/images/a/A0375460_105872_5.JPG
http://www.mims.com/resources/drugs/Thailand/packshot/t-Protopic%20PPS_mpTh08.jpg

แหล่งข้อมูล
เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 23 กพ. 2555  
E-mail: utaisuk@gmail.com Facebook: “UTAI SUKVIWATSIRIKUL
ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้นผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ

การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ ของผู้เขียนได้โดยตรง

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากเภสัชกรร้านยาใจดีที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ
ภาพประกอบจาก

BETNOVATE คือยาอะไร? โดยเภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

คุณแม่นิดส่งเมลล์มาถามว่าลูกน้อยเป็นผื่น แล้วหมอจ่ายยาตัวนี้มาให้ ซึ่งทราบว่าเป็นสเตียรอยด์ ซึ่งเคยได้ยินมาว่า ไม่ควรใช้กับเด็กน้อย จริงหรือไม่มาฟังคำตอบจากเภสัชกรหนุ่มรูปหล่อกัน

BETNOVATE คือยาอะไร?
Betnovate® เป็นชื่อการค้าของตัวยาออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า betamethasone valerate ความเข้มข้น 0.1% ซึ่งเป็นยาในกลุ่มสเตียรอยด์ corticosteroid หรือ steroid จัดว่าเป็นยาทาแก้อาการอักเสบ อาการแพ้ อาการระคายเคือง ชนิดที่มีความแรงอยู่ในระดับปานกลาง


ใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง
เนื่องจากยาตัวนี้ออกฤทธิ์ได้เร็วและแรงระดับปานกลาง เราจึงเลือกใช้ยาทาตัวนี้ สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ใช้ทาบรรเทาอาการคัน ผื่นแพ้ บวม แดง อักเสบได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ หายได้เร็ว

ถึงแม้นว่ายาตัวนี้เป็นยาทาสเตียร์รอยความแรงในระดับปานกลาง ในกรณีทารักษาตามที่เภสัชกรระบุ จะมีโอกาสทำให้เกิดผิวหนังบางได้น้อยมาก ยิ่งหากใช้เป็นระยะเวลาน้อยกว่า 6-8 สัปดาห์ ในบริเวณผิวหนังอื่นๆที่ไม่ใช่ใบหน้า อวัยวะสืบพันธุ์ หรือบริเวณเยื่อบุอ่อน และหลังจากหยุดใช้ยา เซลล์ผิวสามารถสร้างและทดแทนเซลล์ที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้


แต่กรณีหากเป็นผิวบริเวณใบหน้า อวัยวะสืบพันธุ์ หรือบริเวณเยื่อบุอ่อน เรามีคำแนะนำให้ยานี้ทาเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุด หรือไม่ควรนานเกิน 1-2 สัปดาห์ เพราะผิวหนังบริเวณเหล่านี้มีความไวต่อการเกิดอาการระคายเคือง อาจทำให้ผิวหนังบางลง เกิดสิว หรือเกิดอาจดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อร่างกายได้

ดังนั้นหากคุณแม่ใช้ยา Betnovate® ไปแล้วอาการของน้องเขาหายดีแล้ว  แต่หากเกรงว่ายาอาจมีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ว่าจะทำให้ผิวบาง เภสัชกรแนะว่าให้หันไปเลือกใช้ยาทาในกลุ่ม steroid ตัวอื่น ที่มีความแรงในระดับอ่อนถึงอ่อนมากแทน ได้แก่ เช่น hydrocortisone 1%  , prednisolone 0.5%  หรือ triamcinolone acetonide 0.02% และควรหาสาเหตุด้วยว่าอาการแพ้ คัน ที่เกิดจากสาเหตุอะไร ควรไปป้องกันที่ต้นเหตุด้วยครับ


ภาพประกอบมาจาก
http://cdn100.iofferphoto.com/img/item/142/645/187/15g-betnovate-n-skin-cream-free-shipping-f5ae3.jpg

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โรคหอบหืด & ยาที่ใช้รักษา: ยาอื่นๆที่ใช้ร่วมกัน

ในการรักษาโรคหอบหืด ยาที่ใช้ในการรักษา นอกเหนือจากยาขยายหลอดลมในรูปแบบต่างๆแล้ว ยังมียาที่ใช้ร่วมกัน
เพื่อผลการรักษาร่วมกัน เพื่อผลในการคุมอาการและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของคนไข้ มีกลายกลุ่ม ได้แก่

 

1. ยาแก้แพ้หรือยาแอนติฮิสตามีน

  1. ใช้บรรเทา หรือป้องกันอาการเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และโรคภูมิแพ้อื่นๆ แอนติฮิสตามีนออกฤทธิ์โดยขัดขวางการออกฤทธิ์ของฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ผลิตในร่างกาย ขณะที่มีปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดขึ้น
  2. ยาแอนติฮิสตามีนมีหลายรูปแบบ เป็นยาเม็ด แคปซูล ยาน้ำ หรือยาฉีด ในปัจจุบันมีรูปแบบผสมร่วมกับยาแก้คัดจมูก มีจำหน่ายในร้านขายยา และโดยคำแนะนำของแพทย์
  3. ยาแอนติฮิสตามีนส่วนใหญ่ทำให้เกิดอาการง่วง มึน ซึม แต่แอนติฮิสตามีนรุ่นใหม่ๆ (Loratadine, Fexofenadine, Cetirizine) ไม่ทำให้ง่วง อาการข้างเคียงโดยทั่วไปแล้วจะพบว่ามีปากแห้ง ปัสสาวะลำบาก ท้องผูก และสับสน เด็กบางคนมีอาการฝันร้าย ตื่นเต้น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือหงุดหงิด
2. ยาแก้คัดจมูก (Decongestants)
  1. ใช้รักษาอาการเลือดคั่งที่จมูก และอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหวัด และภูมิแพ้ ยาในกลุ่มนี้ทำให้หลอดเลือดหดตัว และการสร้างน้ำมูกลดลง ยาลดอาการคัดจมูก มีทั้งในร้านขายยา และโดยคำแนะนำของแพทย์
  2. รูปแบบธรรมดาของยาที่ใช้มีชนิดยาน้ำ และยาเม็ด ส่วนชนิดที่เป็นยาพ่นจมูก หรือหยอดจมูก ใช้สำหรับอาการเฉียบพลัน แต่ใช้ได้ไม่เกิน 2-3 วัน ตามหลักหรือตามคำแนะนำของแพทย์
  3. ยาพ่นจมูกที่มีจำหน่าย ถ้าใช้เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน จะทำให้เกิดการอักเสบในโพงจมูก และทำให้มีอาการคัดจมูกซ้ำอีกได้
  4. ยาแก้คัดจมูก อาจทำให้กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง ถ้าใช้ในรูปแบบพ่นจมูกนานเกินไป จะทำให้มีอาการคดัจมูกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม




3. ยาต้านการอักเสบ
  1. Cromolyn, Nedocromil และcorticosteroids (สเตียรอยด์) ลดอาการอักเสบในทางเดินหายใจ อาการอักเสบเป็นเหตุให้ทางเดินหายใจไวต่อสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคหืด เช่น การออกกำลังกาย อากาศเย็น การสูบบุหรี่ เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของหวัด และสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้
  2. ยาต่อต้านการอักเสบที่แพทย์แนะนำ ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดสูดดม ในบางกรณีอาจแนะนำให้ใช้สเตียรอยด์ ชนิดรับประทาน
  3. การใช้สเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน โดยเฉพาะสเตียรอยด์ชนิดรับประทานไม่แนะนำให้ใช้ ยกเว้นในกรณีเป็นโรคหืดที่ควบคุมไม่ได้ การใช้สเตียรอยด์ชนิดรับประทานนานๆ ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร น้ำหนักตัวเพิ่ม ต้อกระจก กระดูกผุ ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเป็นแผลง่าย
  4. อาการข้างเคียงจากยาต่อต้านการอักเสบชนิดสูดดม ทำให้ไอ และเสียงแหบ คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับยารักษาหืด และภูมิแพ้ ควรปรึกษากับแพทย์
คำเตือนและข้อควรระวัง
  1. แจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณได้รับยาต่อไปนี้อยู่ด้วย ได้แก่ แอสไพริน ยารักษาโรคข้ออักเสบ ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น คูมาดิน ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด ยากันชักเฟนิลโทอีน ไรแฟมปิน และฟีโนบาร์บิทาล
  2. ไม่ควรจะรับวัคซีน การทำให้เกิดการคุ้มกันโรค หรือการทดสอบทางผิวหนัง ต่างๆ ขณะที่ได้รับยานี้อยู่ ยกเว้นว่า แพทย์จะบอกให้คุณโดยเฉพาะว่าคุณสามารถรับได้
  3. ก่อนหน้าที่จะได้รับยานี้ ควรบอกแพทย์ด้วยถ้าคุณตั้งครรภ์ คาดว่าจะตั้งครรภ์ ต้องการที่จะตั้งครรภ์ หรือ คุณเป็นหญิงให้นมบุตร โดยถ้าคุณกำลังจะตั้งครรภ์ คุณควรพบแพทย์ เพราะยาอาจทำให้เกิดอันตรายกับเด็กที่อยู่ในครรภ์ หรือ เด็กที่ดื่มนมมารดา
  4. ก่อนที่จะรับยานี้ ควรบอกแพทย์ถึงประวัติการใช้ยาของคุณก่อน โดยถ้าคุณเป็นโรคตับ โรคไต โรคลำไส้ หรือ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไทรอยด์ โรคมัยแอสทีเนีย โรคกระดูกพรุน, ติดเชื้อไวรัสเริมที่ตา หรือ การติดเชื้ออื่นๆ หรือ มีประวัติการเป็นวัณโรค โรคลมชัก แผลในกระเพาะ หรือ โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  5. ถ้ามีประวัติเป็นแผลในกระเพาะ หรือได้รับขนาดยาของแอสไพรินที่มาก หรือได้รับยารักษาโรคข้ออักเสบ ให้จำกัดปริมาณการดื่มของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะที่ใช้ยานี้ เพราะยานี้สามารถทำให้กระเพาะ และลำไส้ ไวต่ดการเกิดระคายเคืองจากการใช้แอลกอฮอล์ แอสไพริน และยารักษาไขข้ออักเสบ และจะเพิ่มอัตราเสียง ของการเกิดแผลในกระเพาะ
  6. รายงานการเกิดภยันตราย หรืออาการติดเชื้อ ไข้ เจ็บคอ เจ็บระหว่างการถ่ายปัสสาวะ และปวดกล้ามเนื้อ โดยเกิดขึ้นระหว่างการรักษา และภายใน 12 เดือน หลังจากการรักษา โดยต้องการปรับขนาดยา
  7. ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวาน ยาบางชนิดอาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ โดยถ้าคุณควบคุมน้ำตาล ในเลือดของคุณที่บ้าน ให้ทดสอบน้ำตาลในเลือด และในปัสสาวะ บ่อยกว่าปกติ และพบแพทย์ ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือ ถ้ามีน้ำตาลในปัสสาวะ โดยขนาดยาของยาเบาหวาน และอาหารของคุณ
แหล่งข้อมูล  : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ, ยาที่ใช้รักษาโรคหอบหืดศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhealth.com/index.php/drug/3583--bronchodilators.html

ภาพประกอบ
http://pirun.ku.ac.th/~b5310100334/page0503.html
http://www.asthmasymptoms86.com/asthmainhaler.html

โรคหอบหืด & ยาที่ใช้รักษา: ยาขยายหลอดลม (Bronchodilators)

ยาขยายหลอดลม (Bronchodilators)
ยาขยายหลอดลดใช้บรรเทาอาการไอ จาม หายใจสั้น และหายใจลำบาก ออกฤทธิ์โดยการขยายหลอดลม ทำให้อากาศผ่านเข้าไปในปอด อากาศจึงสามารถผ่านเข้าไปได้มากขึ้น ตัวอย่างยาขยายหลอดลมกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ยากระตุ้นเบต้า Beta Agonist, ยาในกลุ่มธีโอฟิลลีน Theophylline และยาต้านโคลิเนอจิก Anticholinergics ซึ่งมีทั้งชนิดสูดดม ยาเม็ด แคปซูล ยาน้ำ หรือยาฉีด อาการข้างเคียงที่พบของยาขยายหลอดลม ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ใจสั่น มือสั่น กระวนกระวาย และนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งไวมากต่อผลของยาพวกนี้
  1. ยาขยายหลอดลมจะช่วยขยาย หรือคลายกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลมที่หดเกร็งตัว
  2. ยากระตุ้นเบต้า Beta Agonist ที่ใช้แพร่หลายคือ ยาพ่นแบบน้ำ และแบบผง อีกทั้งยังมียาเม็ด และยาน้ำในรูปแบบรับประทาน รวมทั้งรูปแบบที่ใช้กับเครื่องปั๊ม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการขยายหลอดลมสูง นิยมใช้ในคนไข้ที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงในภายหลัง เพราะไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคหอบหืด
  3. ยาในกลุ่มธีโอฟิลลีน Theophylline มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และขยายหลอดลม สำหรับใช้ในคนไข้หอบหืดเรื้อรัง ในปัจจุบันจะพบได้ทั้งยาฉีดยาน้ำ และยาเม็ด ทั้งรูปแบบธรรมดา และออกฤทธิ์เนิ่นเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ผลข้างเคียงพบได้น้อย มีความปลอดภัยสูง
  4. ยาต้านระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ที่มีใช้กันในปัจจุบันเป็นอนุพันธ์ของอะโทรพีน มีชื่อทางการแพทย์ว่า ไอพราโทรเพียม โบรไมด์ นิยมใช้ในรูปสูดดม เพราะทำให้เกิดอาการข้างเคียงน้อย ในขณะที่ออกฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ดี สามารถใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่นได้ โดยอาจเสริมฤทธิ์กันได้ดี อาการข้างเคียงของยาชนิดนี้ คือ คอแห้ง เสมหะข้นเหนียว ซึ่งพบน้อยมากในคนที่ใช้ชนิดสูดดม
หลักการใช้ยา



การเก็บรักษายา
  1. เก็บยาให้พ้นจากความร้อน และแสงสว่างโดยตรง ห้ามเก็บยาในลิ้นชักที่ร้อน หรือชื้น จะทำให้ยาเสื่อมง่าย
  2. ห้ามเก็บยาที่เป็นของเหลว ไว้ในช่องแช่แข็ง
  3. ห้ามเก็บยาที่หมดอายุไว้ และหรือยาที่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน ให้ทิ้งยาที่เป็นของเหลว และแคปซูลลงในชักโครก เว้นแต่ภาชนะบรรจุจะระบุให้ทิ้งโดยวิธีอื่น
  4. เก็บยาทุกชนิดให้พ้นจากมือเด็ก
อาการหอบหืด
  1. อาการหอบหืดเกิดจากการหดตัว หรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง
  2. ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม และเสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม
  3. การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลมแท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ
  4. โรคนี้ต่างกับโรคอื่นๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก อาจเสียชีวิตได้
  5. ภาวะที่กระตุ้นให้โรคกำเริบก็ต่างกันในแต่ละคนไข้ ตัวอย่างของภาวะ หรือสิ่งที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้ยา สารสี สารเคมีต่างๆ และภาวะเครียด
  6. ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืดส่วนใหญ่สองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ด้วย แต่ในผู้ใหญ่ต่างกันที่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะภูมิแพ้ ความเข้าใจผิดคือ ความเข้าในที่ว่าโรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป โรคนี้คนเป็นกันมาก ตามสถิติแล้วประมาณ 10-13% ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ในเด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย
แหล่งข้อมูล นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ, โรคหอบหืด,ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพhttp://www.bangkokhealth.com/index.php/drug/3583--bronchodilators.html

ภาพประกอบ
http://life.familyeducation.com/images/ChildAsthma_H.jpg