วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โรคหอบหืด รักษาอย่างไร

โรคหอบหืดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะตีบตัวของหลอดลม  ทำให้
มีอาการ หายใจหอบเหนื่อยเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง พบบ่อยในคนทุกวัย  มักมี
อาการครั้งแรก ในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว แต่ก็อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้
สูงอายุก็ได้ โรคนี้ใน บ้านเราพบได้ประมาณ 4-6% ของคนทั่วไป


สาเหตุ
เกิดจากหลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ ร่วมกับการอักเสบของหลอดลม เป็นสาเหตุให้
มีการหดเกร็งของหลอดลม จนหลอดลมตีบแคบ ลมหายใจเข้าออกลำบาก ซึ่งอาจหายกลับเป็นปกติ
ได้เอง หรือภายหลังการให้ยารักษาโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ มักมีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย
 หรือญาติพี่น้องเป็นหืด หรือโรคภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น หวัดจากการแพ้ ไซนัสอักเสบ หรือลมพิษผื่นคันอยู่
เป็นประจำ ผู้ป่วยมักมีอาการกำเริบเมื่อสัมผัสสิ่งที่แพ้ เช่น ความเย็น เชื้อรา ไรบ้าน ฝุ่นละออง ควัน
บุหรี่ ควันธูป ควันท่อไอเสีย ที่นอน ขนสัตว์ ดีดีที ยา อาหารบางชนิด เป็นต้น

นอกจากนี้การติดเชื้อของทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ก็มักจะทำให้อาการกำเริบได้
บางครั้งความเครียด การกินแอสไพริน ยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์  หรือยากลุ่มปิดกั้นบีตา
ที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือการออกกำลังกายมากเกินไป ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการได้

อาการ
แน่นอึดอัดในหน้าอก หายใจลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหายใจออก ถ้าเป็นมาก ๆ จะลุกขึ้นนั่ง
ฟุบกับโต๊ะหรือพนักเก้าอี้และหอบตัวโยน มีเสียงดังฮืด ๆ ผู้ป่วยมักจะไอมาก มีเสลดเหนียว อาจมี
อาการคัดจมูก คันคอเป็นหวัด จามนำมาก่อนมักจะเป็นตอนกลางคืนเวลาสัมผัส หรือกินถูกสิ่งที่แพ้
เวลาเครียด หรือออกกำลังมาก ๆ ส่วนใหญ่จะไม่มีไข้ ในรายที่มีไข้มักเป็นหืดร่วมกับอาการของ
ไข้หวัด หรือหลอดลมอักเสบ


สิ่งตรวจพบ
ขณะมีอาการหอบ ใช้เครื่องฟังปอดจะได้ยินเสียงวี้ด (wheezing) ที่ปอดทั้ง 2 ข้าง และช่วงหายใจ
ออกจะยาวกว่าปกติ (ขณะไม่มีอาการจะตรวจไม่พบอะไร) ถ้าพบว่ามีความดันเลือดสูง เท้าบวม หรือ
ใช้เครื่องฟังตรวจปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ ควรนึกถึงภาวะหัวใจวาย

อาการแทรกซ้อน
ถ้าเป็นรุนแรงจะมีอาการหอบติดต่อกันนาน ดังที่แพทย์เราเรียกว่า สเตตัส แอสมาติคัส (status
asthmaticus) อาจเป็นอันตรายถึงตายได้
ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจทำให้เป็นโรคถุงลมพอง, หลอดลมอักเสบ , ปอดอักเสบ , ปอดแฟบ
(atelectasis), ปอดทะลุ

การดูแลรักษา
1. เมื่อมีอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน ให้สูดดมยากระตุ้นบีตา 2 (ย10.3) ทันที อาจให้ซ้ำทุก 20
นาทีในชั่วโมงแรกของการรักษา (เมื่อดีขึ้น จึงเปลี่ยนให้ยาซ้ำ ทุก 4-6 ชั่วโมง) ถ้าไม่มียาชนิดสูดดม
ให้ฉีดยากระตุ้นบีตา 2  หรืออะดรีนาลิน  เข้าใต้ผิวหนัง ฉีดซ้ำได้ทุก 20-30 นาที อีก 1-2 ครั้ง (ดูขนาด
และข้อควรระวัง ในตอนต่อไปในการใช้ยา" )
ในรายที่หอบรุนแรง อาจให้เดกซาเมทาโซน  5-10 มก. (เด็ก 0.2 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)
ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือให้กินเพร็ดนิโซโลน 30-60 มก. (เด็ก 1-2 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)
ร่วมด้วยตั้งแต่แรก เมื่อดีขึ้นควรให้กินเพร็ดนิโซโลน ต่อวันละครั้ง หลังอาหารเช้าทุกวัน แต่ควรค่อยๆ
ลดขนาดยาลง จนสามารถหยุดยาภายใน 1-3 สัปดาห์
ถ้าให้ยาดังกล่าว หลัง 1 ชั่วโมงแล้วยังไม่ทุเลา ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องให้ อะมิโนฟิลลิน ชนิดฉีด
2 หลอด (เด็กให้ 4 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ผสมในน้ำเกลือ 500 มล. หยดเข้าหลอดเลือดดำ
ซ้ำทุก 6-8 ชั่วโมง เพิ่มเติมจากยาดังกล่าว นอกจากนี้อาจต้องให้น้ำเกลือและออกซิเจน จนกว่าอาการ
จะทุเลาผู้ป่วยที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล
- ไม่ตอบสนองต่อการรักษาข้างต้น ภายใน 1-2 ชั่วโมง
- มีประวัติเคยมีอาการหอบหืดรุนแรง หรือเคยรับการรักษาในห้องอภิบาลผู้ป่วย (ไอซียู) เนื่องจาก
  โรคหืดมาก่อน
- มีอาการหอบต่อเนื่องมานาน ก่อนที่จะมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
- การเดินทางจากบ้านมาโรงพยาบาลมีความไม่สะดวก

2. ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจมีอาการเปลี่ยนแปลงตามภาวะต่าง ๆ เช่น การแพ้ การเป็นโรคติดเชื้อ
    ของทางเดินหายใจ การใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการกำเริบ การรักษาจึงจำเป็นต้องปรับยาตาม
    ความรุนแรงของโรค ดังนี้
(1) ผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย กล่าวคือ มีอาการหอบน้อยกว่า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีอาการ
    หอบตอนกลางคืนน้อยกว่า 1-2 ครั้งต่อเดือน ให้ยากระตุ้นบีตา 2  ชนิดสูด หรือชนิดกินเมื่อมีอาการ
(2) ผู้ป่วยที่มีอาการปานกลาง กล่าวคือ มีอาการหอบมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีอาการหอบ
   ตอนกลางคืนมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน เวลาหอบอาจมีผลต่อการทำกิจกรรม และการนอนของผู้ป่วย
   ให้ใช้ยากระตุ้นบีตา 2 ชนิดสูด หรือชนิดกินเป็นประจำ ทุก 6-8 ชั่วโมง ถ้ามีอาการหอบตอนดึก
   หรือเช้ามืด ให้กินยาทีโอฟิลลีนชนิดออกฤทธิ์ยาว
(3) ถ้าให้ยาตามข้อ (2) แล้วยังมีอาการหอบกำเริบ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบ ได้แก่
   ยาสเตอรอยด์ชนิดสูด (ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยกว่าชนิดกิน) หรือ โซเดียม โครโมไกลเคต (Sodium
   cromoglycate) ชนิดสูด เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรือจนกว่าจะควบคุมอาการได้
   ยาเหล่านี้ไม่ได้ช่วยในขยายหลอดลม แต่จะไปลดการอักเสบของหลอดลม จึงใช้เป็นยาป้องกัน
   ไม่ใช่เพื่อการรักษาอาการหอบ ดังนั้นถ้าหากยังมีอาการหอบ ควรใช้ยากระตุ้นบีตา 2 สูด เมื่อมี
   อาการพร้อมกันไปได้ด้วย


(4) ในรายที่มีอาการหอบรุนแรงและเรื้อรัง แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาให้ยาหลายขนานพร้อมกัน เช่น
   ให้สเตอรอยด์ชนิดสูด ร่วมกับกินทีโอฟิลลีนชนิดออกฤทธิ์ยาว และยากระตุ้นบีตา 2 ชนิดสูด หรือกิน
   หรืออาจจำเป็นต้องให้เพร็ดนิโซโลน (ย12) กินร่วมด้วย ถ้าจำเป็นต้องให้ยานี้เป็นเวลานาน ควรใช้
   ในขนาดไม่เกิน 10 มก.ต่อวัน เมื่ออาการดีขึ้น จึงจะค่อย ๆ ลดขนาดลง และหยุดยานี้ในที่สุด
   ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจต้องทำการตรวจสภาพของปอด เพื่อ
   ประเมินความรุนแรงของโรค และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการรักษา

3. สำหรับเด็กที่เป็นโรคหืดเรื้อรัง แต่ไม่รุนแรง อาจให้ยาป้องกัน โดยให้กินคีโตติเฟน (Ketotifen)
   ซึ่งเป็นยาในกลุ่มแก้แพ้ (แอนติฮิสตามีน) มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบในหลอดลม ให้กินในขนาด
   ครั้งละ 0.01 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละ 2 ครั้ง เช้ากับเย็น (ยา 1 เม็ด หรือ 1 ช้อนชา มีตัวยา
   1 มก.) ควรกินติดต่อกันเป็นระยะยาว จะช่วยป้องกันมิให้อาการกำเริบได้ ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้
   ง่วงซึมได้ ซึ่งในเด็กพบได้น้อย

4. ในบางรายแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดยาทดสอบว่าแพ้สารอะไร แล้วฉีดสารนั้นทีละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ
   เพื่อลดการแพ้ เรียกว่า "ดีเซนซิไทเซชัน" (desensitization) ซึ่งได้ผลดีในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่ได้ผล
   ไม่สู้ดี แต่ค่าใช้จ่ายสูง และอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงได้ จำเป็นต้องฉีดในที่ ๆ มีความพร้อมในการ
   ช่วยเหลือ ถ้าเกิดการแพ้ วิธีนี้จะใช้กับเด็กที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และอาการไม่ดีขึ้นหลัง
   การใช้ยาหรือไม่สามารถทนต่อผลข้างเคียงของยา

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มักจะเป็นเรื้อรัง บางรายก็อาจหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเริ่มมีอาการตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้น
    ก็มีโอกาสหายได้ หรือถ้าทราบสาเหตุการแพ้แน่ชัด เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ ก็อาจทุเลาได้เช่นกัน
    ดังนั้นจึงควรสังเกตว่าแพ้อะไร
2. ผู้ป่วยควรเรียนรู้วิธีใช้ยา โดยเฉพาะการใช้ยาสูดให้ถูกต้อง และรู้จักปรับขนาดยา ในกรณีที่กำเริบ
    รุนแรงก่อนไปพบแพทย์
3. ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย
   3.1 ควรติดตามการรักษาแพทย์เป็นประจำ เพื่อปรับยาตามขนาดความรุนแรงของโรค และเฝ้าระวัง
         ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
   3.2 อย่าใช้ยาชุด หรือยาลูกกลอนไทยด้วยตนเอง เพราะยาเหล่านี้มักมีสเตอรอยด์ผสม แม้ว่าอาจจะ
         ใช้ได้ผล แต่ต้องใช้เป็นประจำ ซึ่งทำให้มีผลข้างเคียงของยาชนิดนี้ตามมา หากจะใช้ยาเอง ควร
         ปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจ
   3.3 ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ ออกกำลัง เล่นกีฬา เล่นดนตรีได้ตามปกติ ในการออกกำลังกาย
         ระวังอย่าให้เหนื่อยเกินไป ถ้ามีประวัติเคยหอบเวลาออกกำลังกาย ควรใช้ยาสูดก่อนออกกำลัง
         15-30 นาที เพื่อป้องกันอาการหอบกำเริบ การบริหารร่างกายที่พอเหมาะ และการเล่นดนตรี อาจมี
         ส่วนช่วย ให้อาการดีขึ้นได้
   3.4 รักษาร่างกายให้อบอุ่น และพยายามอย่าให้เป็นหวัด เพราะความเย็นและไข้หวัด อาจทำให้อาการ
          กำเริบได้
   3.5 หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ และยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นบีตา
         เพราะอาจกระตุ้นให้อาการหอบกำเริบ เวลาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเป็นโรค
         หืดอยู่ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการสั่งใช้ยาเหล่านี้
   3.6 อย่าสูบบุหรี่ หรือถูกควันบุหรี่ ควันธูป ควันท่อไอเสีย
   3.7 ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกาย และให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้
         เสมหะขับออกได้ง่าย
   3.8 พยายามอย่าให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ หรือคิดมาก จะทำให้จับหืดได้ การทำสมาธิ สวดมนต์
         ภาวนา ให้จิตใจสงบ อาจทำให้อาการดีขึ้นได้
   3.9 หัดหายใจเข้าออกลึก ๆ (โดยการเป่าลมออกทางปาก ให้ลมในปอดออกให้มากที่สุด) เป็นประจำ
         จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง สดชื่น อาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้


แหล่งข้อมูล
โรคหืด
http://www.thailabonline.com/respirat-asthma.htm

ภาพประกอบhttp://www.healblog.net/health-news/poor-diabetes-control-in-kids-linked-to-asthma/
http://www.healblog.net/wp-content/uploads/food-allergies-and-asthma.jpg

โรคหอบหืดคืออะไร รู้ไว้เพื่อป้องกัน

ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก  โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี

เนื่องไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรค รวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศ และของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง

โรคหอบหืดคืออะไร   
โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory]  เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้

รูปหลอดลมปกติ ทางเดินหายใจโล่ง โปร่งสบาย


ขณะที่เป็นหอบหืด หลอดลมจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้
  1. Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
  2. Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น
  3. Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
  4. Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง

จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้
  • หายใจตื้น หรือหายใจสั้น
  • แน่นหน้าอก
  • ไอ
  • หายใจเสียงดัง
    โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ
    • อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก
    • อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
    • อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน
    • อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน


    แหล่งข้อมูล
    โรคหอบหืด

    โรคหอบหืดคืออะไร รู้ไว้เพื่อป้องกัน

    ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก  โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี

    เนื่องไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรค รวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศ และของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง

    โรคหอบหืดคืออะไร   
    โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory]  เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้

    รูปหลอดลมปกติ ทางเดินหายใจโล่ง โปร่งสบาย


    ขณะที่เป็นหอบหืด หลอดลมจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
    เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้
    1. Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
    2. Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น
    3. Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
    4. Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง

    จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้
    • หายใจตื้น หรือหายใจสั้น
    • แน่นหน้าอก
    • ไอ
    • หายใจเสียงดัง
      โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ
      • อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก
      • อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
      • อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน
      • อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน


      แหล่งข้อมูล
      โรคหอบหืด

      ถ้าอยากเริ่มธุรกิจของเราเอง ควรเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง

      ธุรกิจ SMEs ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น คนเหล่านี้มักมีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าควรเริ่มต้น จากจุดไหนก่อน แล้วทำอย่างไรต่อไปจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจ เราควรเริ่มจากการหาข้อมูลใน 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ กำลังของตนเอง ตลาดลูกค้าและคู่แข่ง จากนั้น จึงไปสู่การจัดตั้งองค์กร ซึ่งในแต่ละด้านมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้


      วัดกำลังตนเอง 
               1. การรู้จักตน โดยประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะทำธุรกิจนั้น ๆ หรือไม่ เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ยอมรับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังเช่น กล้านำเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุน เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ต้องหนักแน่น จริงจัง และกล้าตัดสินใจ 
                2. เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยดูจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตนเองเป็นหลัก เพราะงานที่ตนรัก จะทำให้ผู้ประกอบการอยากแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ทางธุรกิจ 
                3. สำรวจฐานะทางการเงิน ว่าตนเองมีเพียงพอหรือไม่ การเงินควรจัดแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เช่น แบ่งไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในยามจำเป็น และแบ่งไว้สำหรับการออมเพื่อการลงทุน อาจเป็นการลงทุนระยะสั้น และระยะยาว เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อจัดแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ แล้ว เราจะเห็นว่าตนเองมีเงินเพียงพอเพื่อทำธุรกิจหรือไม่ หรือต้องหาจากแหล่งเงินกู้อื่น ๆ 
                4. มีทำเลที่ตั้ง ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจมีสถานที่เป็นของตนเอง และอยู่ในทำเลที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นยังไม่มี ควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น และเรายังต้องคำนึงต่อด้วยว่า ทำเลควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูที่เงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากเรามีเงินน้อย ก็ควรใช้วิธีเช่าจะดีกว่า ทั้งนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูถึงรายละเอียดของสัญญา ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร 

      สอดส่องตลาดลูกค้า-คู่แข่ง 
                1. รู้ข้อมูลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรสำรวจความ ต้องการสินค้าหรือบริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด ชาย หรือหญิง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการผลิตต่อไป 
                2. รู้ข้อมูลของคู่แข่ง ธุรกิจในปัจจุบันมีมากมาย เราจำเป็นต้องทราบว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไรจุดเด่น จุดด้อยของเขาอยู่ตรงไหน แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้ 

      การจัดตั้งธุรกิจ
                เมื่อเราประเมินตนเองและประเมินตลาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งธุรกิจ วิธีจัดตั้งธุรกิจแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้ 
                1. การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจ ต้องมีความชัดเจน ว่าธุรกิจทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องคำนึงว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วจะสามารถทำตามได้หรือไม่ 
                2. รูปแบบขององค์กร รูปแบบขององค์กรมีหลายลักษณะคือ เป็นเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ความรับผิดชอบของทั้ง 3 ลักษณะจะต่างกันไป คือ เจ้าของคนเดียว จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง ห้างหุ้นส่วนคือมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไป ตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ลงทุนด้วยรูปแบบบริษัท ก็ต้องมีสมาชิกก่อตั้งจำนวน 7 คนขึ้นไป และผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปของเงินปันผล 
                3. การหาแหล่งเงินทุน ปกติเงินทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ในมือ และเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม สำหรับการขอกู้เงิน หากเป็นนักลงทุนรายใหม่อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ ผลการดำเนินงานของกิจการที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่นงบการเงินต่าง ๆ ประมาณการกำไรที่คาดว่าจะได้รับ
                4. สินค้าหรือบริการที่จะผลิต ต้องสอดคล้องกับ ข้อมูลความต้องการของลูกค้า และที่สำคัญ สินค้าควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร 
                5. การจัดจำหน่ายสินค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูความเหมาะสมของตลาดว่า จะจัดจำหน่ายในลักษณะใด เช่น ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจำหน่ายหรือหลายวิธีรวมกัน เป็นต้น 
                6. การจัดการทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน ให้เงินหมุนเวียนไหลคล่องตลอด สิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา คือ การทำบัญชี งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกำไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เงินเหล่านี้ต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือ เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงิน กิจการอาจหยุดชะงักลงได้ 
                7. พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจการประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้านายจ้างสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พนักงานก็จะมีขวัญ และกำลังใจที่ดีในการทำงาน ผลที่ตามมา กิจการจะเจริญรุดหน้า 

      ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ : เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ โดยใช้เป็นแนวทางวัดและเตรียมความพร้อมของตนเองในด้านต่าง ๆ ก่อนลงสู่สนามแข่งขันทางการค้า

      แหล่งข้อมูล "การดำเนินธุรกิจ SMEs" คู่มือดำเนินธุรกิจ SMEs โดย นันทินาถ อมรประสิทธิ์

      รูปภาพมาจาก  http://www.oritorservices.com/voipsme.shtml
      http://www.gotoknow.org/blogs/posts/327479

      วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

      อยากเปิดร้านขายยา ต้องทำอย่างไรบ้าง? โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

      มีซองคำถามมาจากสมาชิกของ blogและ facebook ส่งเมล์มาเยอะเกี่ยวกับตลาดยา ที่ยอดนิยมก็คือถามว่า สนใจอยากลงทุนเปิดร้านขายยา เห็นบอกว่า กำไรดี โอกาสเสี่ยงน้อย ภาวะเศรษฐกิจแย่ยังไง ยังไงคนก็ยังต้องป่วย ยาก้อยังขายได้


      มาฟังคำตอบจากเภสัชกรร้านยาไหมครับ ว่าเปิดร้านขายยาต้องทำอย่างไร

      ก่อนลงทุนในกิจการใดๆก็ตามไม่ว่าจะเป็นเปิดร้านกาแฟ ร้านซักรีด สำหรับนักลงทุนที่ชาญฉลาดแล้ว คุณคงต้องลงมือทำการบ้านอย่างหนัก สำหรับการเปิดร้านยาให้ประสบความสำเร็จนั้น ผมได้เตรียมข้อมูล การเปิดร้านยาอย่างไร ให้รอดตายและร่ำรวยเป็นการรวบรวมข้อมูลสำหรับเภสัชกร รวมทั้งผู้Œที่สนใจในการเปิดร้านยา จะได้ทราบขั้นตอนต่างๆในการเปิดร้านยา ได้เห็นภาพรวมธุรกิจร้านยาในหลายๆ ด้าน ที่เกี่ยวข้Œองกับการจัดการค้าปลีก วิชาชีพ จรรยาบรรณและจริยธรรม โดยรวมเนื้อหาตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาดและคู่แข่ง การขอใบอนุญาต กลยุทธ์สำคัญๆในการเลือกทำเล งานก่อสร้างร้าน การเลือกสินค้าที่จะมาวางจำหน่ายและแหล่งที่จะซื้อ ไปจนถึงการบริหารคลังสินค้าและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

      อยากเปิดร้านขายยา ต้องทำอย่างไรบ้าง ตอนที่ 1: สิ่งที่คุณต้องรู้ ก่อนตัดสินใจ

      เป็นข้อมูลก่อนเริ่มต้น เพื่อให้นักลงทุนได้เตรียมตัวเป็นเสบียงตุนไว้ก่อนตัดสินใจกระโจนสู่โลกธุรกิจร้านขายยาครับ หัวข้อที่ท่านควรรู้ได้แก่

      1. รู้จักธุรกิจสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์

      ·         ภาพรวมตลาดยาและร้านขายยา

      ·         ภาพรวมการรับบริการทางสาธารณสุขของคนไทยและแนวโน้ม

      ·         แนวโน้มธุรกิจร้านยาและสภาวะการแข่งขัน

      ·         ช่องทางการจัดจำหน่าย

      ·         ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดยา

      2. เจาะลึกธุรกิจร้านยา

      ·         ตลาดร้านยา

      ·         กฎหมายและระเบียบบังคับที่เกี่ยวข้องกับร้านขายยาในปัจจุบันและอนาคต

      ·         การแบ่งประเภทร้านยาและจำนวนร้านยา

      ·         สภาวะการแข่งขันและแนวโน้มตลาด

      ·         คู่แข่งขันหลักในตลาดร้านยา Chainstore & Francise vs. Local & International

      ·         Key Success Factors ในการเปิดร้านยาให้ประสบความสำเร็จ

      3. Checklist คิดก่อนลงมือทำ

      ·         ปัจจัยการลงทุน

      ·         ผลตอบแทนและความเสี่ยง

      ·         ความพร้อมและคุณสมบัติของผู้ประกอบการ

      วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

      โรคร้ายที่มากับหน้าร้อน โดย เภสัชกรอุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

      เสร็จจากศึกใหญ่มหาอุทกภัยประชาชนคนไทยก้อได้รื่นเริงกับปีใหมน้ำตอนน้ำลดหมาดๆพอให้สัมผัสอากาศหนาวเย็นชื่นใจกันได้ปั้บนึงเดือนหน้าก้อจะย่างเข้าสู่ฤดูร้อนซะแล้วอากาศที่อบอ้าวที่กำลังเดินทางมาถึงนอกจากทำให้เราร้อนกาย เหงื่อไหลออกติ๋งๆ ให้หงุดหงิดแล้วยังเป็นช่วงที่เหล่าเชื้อโรคบางชนิดที่เคยสงบหลังน้ำลดกลับมาเริงร่าดุจได้ชีวิตใหม่ ครานี้จะแฝงตัวมากับอาหาร น้ำดื่มหรือสภาวะอากาศ

      ศึกน้ำท่วมเราก้อ เอาอยู่ผ่านมาได้แล้ว ครานี้เพื่อให้เราได้รู้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือกับโรคฮิตในช่วงหน้าร้อนมาดูว่าเราต้องผจญภัยกับโรคร้ายอะไรมั่ง

      โรคภัยที่มากับอากาศร้อน-แพ้ลมร้อน เป็นลมเพราะอากาศร้อน
      หน้าร้อนบ้านเรามักจะกระหน่ำด้วยความร้อนและความชื้นอุณหภูมิของอากาศที่ร้อนระอุมากขึ้นทั้งที่มาจากแสงแดดที่ส่องโดยตรงหรือสท้อนมาจากสิ่งแวดล้อมรอบกายเรา เป็นเวลานานๆรวมไปกับความชื้นในอากาศสูง ย่อมส่งผลให้เหงื่อระเหยระบายความร้อนออกได้น้อยความอบอ้าวที่สะสมภายในร่างกายเรา ทำให้เกิดอันตรายจากความร้อนได้ง่าย
      ยิ่งหากเราสภาพร่างกายไม่แข็งแรง แต่งกายไม่เข้ากับสภาพอากาศบางคนก้อต้องไปออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดร้อนๆนานๆ จะทำให้เกิดอาการหมดสติเป็นลม หรือที่เรียกกันว่าแพ้อากาศร้อน เป็นลมเนื่องจากอากาศร้อน  (Heat Syncopeหรือ Heat Collapse)ขึ้นมาได้
      อาการที่พบบ่อยคือร้อนอึดอัดหายใจขัดและหอบถี่ปากแห้งผากสายตาฝ้ามัวและคลื่นไส้อาเจียนผิวหนังแห้งวิงเวียนคลื่นไส้อาเจียนอ่อนเพลียบางรายอาจมีอาการโซเซถึงกับเป็นลมหมดสติในที่สุดหากจับชีพจรจะพบว่าเบาและเร็วความดันโลหิตจะต่ำและพบอาการขาบวมในรายที่ยืนนานการรักษาก้อรีบนำคนไข้ไปนอนพักในที่ร่มยกขาสูงๆเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น แล้วให้น้ำดื่มหรือน้ำเกลือจิบอย่างช้าๆ

      ภัยร้ายที่มากับแสงแดด-ผิวไหม้แดด
      นอกจากความร้อนจากการอยู่กลางแดดนานๆ แสงที่สาดส่องโดยตรงกับผิวเรามีผลต่อร่างกายไม่น้อยทำให้เกิดผิวไหม้แดดหรือ Sun Burn ขึ้นมาได้ หากถ้าเราต้องไปอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานานอาการไหม้แดดจะเกิดเร็วหรือช้าจะขึ้นอยู่กับสีผิวและการเตรียมการปกป้องของแต่ละคนถ้าเรามีผิวขาวมากหรือไม่ได้ทาครีมป้องกันผิวก้อจะยิ่งไหม้เร็วและมีอาการบวมแดงร้อนปวดแสบปวดร้อนบางรายอาจมีอาการคัน ระคายเคืองร่วมด้วย

      ถ้ารู้ว่าจะต้องไปกลางแจ้ง ควรเลี่ยงการออกแดดหรือต้องใช้ครีมกันแดดครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังครีมเคลือบผิวทาป้องกันเพื่อลดการสูญเสียน้ำของผิวหนังและหากระคายเคืองร้อน บวมแดงมากๆ อาจจำเป็นต้องใช้ยาทาจำพวกแอนตี้ฮีสตามีนเพื่อลดอาการคัน

      โรคร้ายที่มากับอาหาร
      มหันภัยโรคหน้าร้อนที่มาโจมตีจากการกินก้อคือ "โรคอาหารเป็นพิษFood Poisoning" เกิดจากเราเผลอไปกินเชื้อโรคหรือสารพิษของเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารเข้าไปในทางเดินอาหาร สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปโรคนี้บางครั้งอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มคนใหญ่ๆโดยการกินอาหารปนเปื้อนชนิดเดียวกันหรือข้าวกล่องที่สั่งมาจากเจ้าเดียวกัน เราจึงแนะนำให้กินแต่อาหารปรุงสุกสะอาด หากไม่แล้วอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วทิ้งไว้นาน หรือที่ไม่ได้เก็บแช่ไว้ในตู้เย็นหรือนำมาอุ่นให้ร้อนอยู่เสมอ

      อาการของโรคมักเกิดง่ายกับเด็กและคนชราที่มีภูมิต้านทานน้อย มักเกิดภายใน 2-6 ชั่วโมงหลังจากกินอาหารปนเปื้อนเชื้อหรือสารพิษของเชื้อเข้าไปมักตามมาด้วยมีไข้ปวดท้องคลื่นไส้อาเจียนท้องเสียบางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะปวดเมื่อยตามเนื้อตัวยิ่งถ้าถ่ายอุจจาระมากจะเกิดอาการขาดน้ำและสารเกลือแร่ในร่างกายอ่อนเพลียระโหยอย่างมากการป้องกันที่ดีคือควรกินอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ๆไม่ทานอาหารที่เก็บไว้ค้างคืนนานๆเพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคโดยไม่จำเป็นการรักษาหากเป็นไม่มากถ่ายเป็นน้ำไม่มีมูกเลือดไม่มีไข้จะหายได้เองแต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริมอาจอยู่ในรูปแบบของการดื่มหรือการให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง

      อีกโรคหนึ่งชื่อคล้ายกันคือ "โรคอุจจาระร่วงAcute Diarrhea" โรคนี้ติดต่อทางอาหารและน้ำเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเชื้อไวรัสโปรโตซัวและหนอนพยาธิเชื้อเหล่านี้สามารถติดต่อได้โดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไปอาการจะเหมือนกับอันแรกคือ ถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำเป็นมากๆจะมีมูกปนเลือดมักจะอาเจียนร่วมด้วยแต่ความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันได้มากการดูแลผู้ป่วยในระยะแรกควรดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมากๆอาทิน้ำข้าวน้ำแกงจืดและดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นยังไม่หยุดถ่ายเหลวให้รีบไปพบแพทย์                    

      ภัยร้ายมฤตยูจากสัตว์สู่คน-โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำRabies
      โรคนี้ที่น่ากลัวเพราะไม่ได้เกิดจากสุนัขแต่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแต่ที่นิยมเรียกว่าโรคพิษสุนัขบ้า เพราะส่วนใหญ่มักพบในสุนัขหรือแมวเพราะเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคนมาก หากเราเผลอไปโดนสัตว์ตัวที่ติดเชื้อโรคนี้มา ไม่ว่าจะโดนกัดข่วนหรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอกของเราหรือไม่ก้อไปเล่นกัน แล้วน้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อเข้าตาปากหรือจมูกถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการภายใน 15-60 วันบางรายอาจนานเป็นปีที่เรากังวลมากที่สุดกับภัยนี้ เพราะว่าเมื่อเป็นโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษาทำให้เสียชีวิตทุกรายภายใน 2-7 วันหลังแสดงอาการจึงจำเป็นต้องรีบให้วัคซีนทันทีเมื่อได้รับเชื้อและแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ทราบทันทีเพื่อเข้าควบคุมโรคในพื้นที่ดังนั้นหากเราไปถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดหรือข่วนให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆครั้งเช็ดให้แห้งแล้วใส่ยารักษาแผลสดและรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและฉีดวัคซีนป้องกันต่อไป

      เมื่อเภสัชกรได้มาเตือนให้ได้รับทราบแล้วก็ขอให้เราหมั่นรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอหากมีอาการต่างๆตามที่เล่ามา ไม่แนใจก้อไปขอคำปรึกษาเบื้องต้นจากร้านยาใกล้บ้านได้ ยังไงๆ เราก้อไม่อาจหนีความร้อนจากธรรมชาติที่หมุนเวียนผัดผ่านกันมา แต่เราสามารถรักษาสุขภาพร่างกายไปพร้อมกับดูแลจิตใจให้ผ่อนคลายจะทำให้ร่างกายและใจไม่ร้อนไปกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าวที่กำลังเดินทางมาถึง

       รูปภาพประกอบมาจาก
      http://women.thaiza.com/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/211134/

      http://fic.ifrpd.ku.ac.th/fic/blog/wp-content/uploads/2010/04/20090504678_02.jpg

      http://static.guim.co.uk/sys-images/Environment/Pix/columnists/2011/7/18/1310991755287/MDG--Rabies--rabies-vacci-005.jpg

      วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

      การเพิ่มน้ำหนักของคนผอม ให้แข็งแรง สุขภาพดี


      บทความนี้จะเป็นการแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (ค่า BMI น้อยกว่า 19) หรือการเพิ่มน้ำหนักนั่นเอง ซึ่งสิ่งแรกที่ควรปฏิบัติคือ ควรหมั่นสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการเบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง หรือน้ำหนักลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น สิ่งเหล่านี้จะเป็นสัญญาณบอกว่า คุณผอมเกินไปแล้ว และกำลังขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจึงควรที่จะได้รับสารอาหารและพลังงานที่มากขึ้นเพื่อช่วยในการเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และหากไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ปล่อยให้วันเวลาผ่านไป ก็จะเป็นโรคขาดสารอาหารทำให้ไม่มีความต้านทานโรคต่างๆ และที่สำคัญอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย
      ที่นี้เรามาดูขั้นตอนการเพิ่มน้ำหนักตัว ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปหากคุณมีความตั้งใจจริงๆ ง่ายกว่าที่จะบอกให้คุณลดน้ำหนักกว่าเป็นไหนๆ และไม่ต้องกังวลว่ากินนั่นไม่ดี กินนี่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่อยากกินแทบแย่ คนที่ผอมจะทานอะไรได้น้อย เพราะจะเป็นคนช่างเลือก และเบื่ออาหาร ทานอะไรก็ไม่ถูกปาก ต้องชอบหรืออร่อยจริงๆ จึงพอทานได้บ้าง หรือบางคนก็เป็นคนทานง่าย ทานมากด้วยแต่ก็ยังผอมอยู่ เราจึงควรมาดูว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้น มีประโยชน์หรือให้พลังงานมากพอไหม ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเพิ่มปริมาณอาหารที่รับประทานให้มากขึ้นอีก 1 - 2 เท่าตัว เช่น เคยทานข้าวครั้งละ 1 จาน ต้องปรับเปลี่ยนมาทานมากขึ้นเป็น 2 - 3 จาน กระเพาะอาหารของเราคงต้องรองรบอาหารจำนวนที่มากขึ้นไม่ได้ในทันทีทันใด แล้วก็คงบังคับให้ทานไม่ได้เสียด้วย แต่อยากจะให้เปลี่ยนลักษณะของอาหารหรือของว่างที่ให้พลังงานมากกว่าอาหารในประเภทเดียวกัน ซึ่งเป็นหลักในการจัดอาหารเพิ่มพลังงาน ขอแนะนำให้ใช้วิธีดังนี้คือ
      เพิ่มมื้ออาหารว่างระหว่างมื้ออาจจะเป็นช่วงระหว่างมื้อเช้า - เที่ยง และก่อนนอนคือเวลาประมาณ 10 โมง หรือระหว่างอาหารมื้อเที่ยง - เย็นก็ได้ หรือจะทานทั้ง 3 มื้อเลยยิ่งดี
      เลือกอาหารว่าง หรืออาหารระหว่างมื้อที่ให้พลังงานสูง และการเพิ่มน้ำหนักนั้นคุณควรเพิ่มทีละน้อย โดยเริ่มจากการรับประทานอาหารว่างทุกวัน ประกอบกับการดื่มนมหรือน้ำผลไม้อีกวันละ 1 แก้ว
      ตัวอย่างของว่างที่มีแคลอรีสูง (100 กรัม)
      จำนวนแคลอรี่จำนวนแคลอรี่จำนวนแคลอรี่
        ขนมชั้น273  ทุเรียนกวน328  ช็อกโกแลตนม520
        เค้กผลไม้328  ขนมโดนัท381  ขนมปังแคร๊กเกอร์423
        กล้วยแขก326  เม็ดขนุน360  ขนมโก๋425
      ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของการอาหารไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
      เพิ่มไขมันในอาหาร โดยเลือกอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวหมกไก่ ขนมที่ใส่กะทิ และอย่าลืมรับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ ประกอบกันด้วยเพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบหมู่
      การออกกำลังก็สำคัญ ควรทำอย่างเป็นประจำ จะทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น แต่คงไม่ต้องหักโหมจะทำให้ร่างกายยิ่งทรุดหนักขึ้น ผอมมากไปอีก แต่การออกกำลังกายสำหรับคนอ้วนแตกต่างกันคือต้องควบคุมอาหารควบคู่ไปกันด้วย
      ถึงอย่างไรก็ขอเตือนว่าการที่คุณจะเพิ่มน้ำหนักนั้นไม่จำเป็นต้องเจาะจงเลือกทานอาหารหวานๆ หรืออาหารมันๆ เพื่อให้ได้แคลอรี่ตามที่ต้องการ แน่นอนค่ะอะไรที่มากเกินไปก็คงไม่ดีแน่ เช่น น้ำตาลที่มากเกินไปก็ก่อเกิดโทษให้ร่างกายได้ รวมถึงอาหารที่มีไขมันสูงก็เช่นกัน เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเนื้องอก และเป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งขั้นต่อไป ซึ่งมะเร็งที่พบได้ในผู้ที่รับประทานไขมันในปริมาณสูง เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้มีระดับไขมันในเลือดสูงเป็นสาเหตุของโรคความดันสูง โรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจได้
      การรับประทานให้มากพอที่ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างพอเหมาะ ไม่ท่านอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปจนทำให้เป็นส่วนเกินของร่างกาย ควบคู่กับการออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็อยากจะแนะนำเพิ่มอีกนิดว่าควรจะได้รับการตรวจสุขภาพทุกปีจะทำให้เราทราบว่าสุขภาพเรายังแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ พร้อมที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน
      แหล่งข้อมูล:
      โดย นิธินันท์  หิรัญชัย นักโภชนาการ โรงพยาบาลมิชชั่น กรุงเทพ
      จาก http://www.healthnet.in.th/text/forum2/fat/fat.html